เทพสวรินทร์ ตะเพียรทอง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวเสริมว่า “ในส่วนการผลิตนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ผลิตในประเทศไต้หวัน ผ่านการวิจัยเลือกใช้ส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพและสูตรผสมที่จดทะเบียนสิทธิบัตรโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเภสัชกรผู้ชำนาญการ จากนั้นจึงมอบหมายให้โรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMPC จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต โดยจะต้องผ่านการทดสอบแล้วถึงเริ่มลงมือวิจัยและผลิต ดังนั้นในทุกผลิตภัณฑ์จึงมีจุดเด่น ด้วยส่วนผสมชั้นเยี่ยมคำนึงถึงการดูแลผิวพรรณในระยะยาว สามารถผสมกับผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ หรือใช้ร่วมกันได้”
กลยุทธ์การตลาดปีแรกของการเปิดตัว เราวางแผนทำการตลาดและโฆษณาให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ ว่าคือใคร มาจากไหน ซึ่งจะเน้นการตลาดผ่านช่องทางการออนไลน์ในทุกรูปแบบ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ทั้ง Website, Facebook, Line และ ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ได้ไม่ยาก เนื่องจากได้เล็งเห็นความสำคัญของช่องทางออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่องทางที่ง่ายและสะดวกต่อผู้บริโภคในยุคดิจิตอลเป็นที่สุด ซึ่งตรงนี้เราได้เตรียมงบการตลาดและโฆษณาไว้ประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับทำการตลาดออนไลน์เป็นหลัก โดยตั้งเป้ายอดขายในประเทศไทยปีนี้อยู่ที่ 30 ล้านบาท
“นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนเรื่องช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยแบรนด์มีเป้าหมายที่จะเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าในขั้นต่อไปจะมุ่งทำการตลาดทั้ง Above-the-Line” และ “Below-the-Line” เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนยุคใหม่ที่รักการดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มองว่าสื่อสารผ่านทาง Online และ Offline เป็นสิ่งสำคัญต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้คนไทยได้รู้จักและจำภาพแบรนด์ที่เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพดี ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี ใช้แล้วปลอดภัย ในราคาที่เข้าถึงได้ คาดว่าภายใน 3 ปี แบรนด์จะมี Flagship Store และขึ้นแท่นเป็น Counter Brand ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวปิดท้าย
วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ www.drcink.shop หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการลูกค้า 02-115-1117