ไตรมาสแรกของปี 2024 Garmin สามารถโกยรายได้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยรายได้ 1,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,680 ล้านบาท โตกว่า 20% ขณะที่รายได้ในไทยเติบโตกว่า 25% Garmin
มิสซี่ ยาง ผู้อำนวยการประจำ การ์มิน ประเทศไทย อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อ Garmin มากขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
“Garmin ยังพบว่าสถิติการทำกิจกรรม (Activity) จาก Garmin Connect เฉลี่ยต่อเดือน เติบโตขึ้นกว่า 39% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และยังพบว่าจะมีการทำ Activity สูงขึ้นเป็นพิเศษในช่วงที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กระแสการออกกำลังกายในไทยยังคงเติบโต เพียงแต่ต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยกระตุ้น อีกทั้งคนไทยยังมีกำลังซื้อ และให้ความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของ Garmin”
ผู้อำนวยการประจำ การ์มิน ประเทศไทย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ มาจากโซลูชั่นของ Garmin ที่มีจุดแข็ง 3 เรื่อง คือ ความชำนาญในการพัฒนาสินค้ากลุ่ม GPS, เรื่องเทคโนโลยีมอร์นิเตอร์ข้อมูลที่แม่นยำ, และเรื่องอายุของแบตเตอรี่ของสมาร์ทวอทช์
“Garmin มีกลยุทธ์การขยายธุรกิจแนวดิ่ง (Vertical Integration) หมายถึงการที่ Garmin เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาด้านวิศวกรรม การผลิต การตลาด ตลอดจนการให้ บริการเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรของเรา ทำให้เราสามารถควบคุมคุณภาพทั้งสายการผลิต และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เท่าทันอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการมอบสินค้าที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานของ Garmin ให้กับลูกค้า เราจึงมั่นใจที่จะส่งมอบบริการหลังการขายที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าของเรา ผ่านการขยายเวลารับประกันสินค้านาน 2 ปี”

โดยปัจจุบัน Garmin มีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือกลุ่มเริ่มต้น, กลุ่มรักสุขภาพ, และกลุ่มนักกีฬา ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ต้องยอมรับว่า Garmin เป็นที่รู้จักมานาน เพราะ Functional Benefit ที่โดดเด่น
ในมุมมองของมิสซี่ ยาง เขามองว่าความท้าทายของ Garmin ก็คือจะเจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพที่เป็นตลาดใหญ่และมาแรงเพิ่มขึ้นอย่างไร
“ลูกค้ากลุ่มเวลเนสเป็นอะไรที่ท้าทาย เราต้องเข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนี้ และนำจุดแข็งมานำเสนอ ที่ผ่านมา Garmin เก่งเรื่องของมูลที่แม่นยำซึ่งทำให้ผู้บริโภคไว้ใจ เราดึงจุดแข็งนี้ออกมา 3 เรื่องคือ การมอร์นิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง, การดูข้อมูลง่าย และความน่าเชื่อถือ
2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า Garmin ปรับดีไซน์ให้เป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มเวลเนส เพื่อหวังที่จะลบภาพแมนๆ ให้มองเป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬาก็ใส่ได้ เรามีการเปลี่ยนธีมสื่อสารโดยแยกเป็น 3 แนวทาง กลุ่มเริ่มต้น เราสื่อถึงความพยายามที่จะทำให้ดีกว่าเมื่อวาน กลุ่มคนรักสุขภาพ เราเน้นพูดถึงการดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น และกลุ่มนักกีฬาเรายังคงเน้นนำเสนอเป็นตัวตนเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดตลอดเวลา ผ่านแนวคิด Be More, Beat Yesterday”

เพื่อบรรลุเป้าหมายการเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น ในส่วนของแผนการตลาด ทาง Garmin จะมีการทำตลาดแบบ 360 องศา เริ่มจากการจัดกิจกรรมเพื่อเข้าหากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น รวมถึงการสร้างกลุ่มและคลับต่างๆ แบบเฉพาะเจาะจง และจะเพิ่มดีกรีการทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ให้มากกว่าที่เป็นอยู่
“จากพอร์ตสินค้าอันหลากหลายที่ Garmin มีอยู่ ทั้งกลุ่มเวลเนส, กลางแจ้ง และกีฬาเฉพาะด้าน พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินค้ากลุ่มเอาท์ดอร์เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้ชาวไทยคิดเป็น 48% รองลงมาเป็นสินค้ากลุ่มกีฬาเฉพาะด้านคิดเป็น 32% ส่วนสินค้ากลุ่มเวลเนสคิดเป็น 20% ในปีนี้กลุ่มสินค้าเวลเนสจึงเป็นโจทย์ของเราในการทำลายภาพจำเดิมที่ผู้บริโภคมีต่อ Garmin ในฐานะสมาร์ทวอทช์สำหรับนักกีฬาและมืออาชีพ ด้วยการสื่อสารการตลาดที่เข้าใกล้ผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่า Garmin คือ สมาร์ทวอทช์ที่เข้าใจคุณและเป็นสมาร์ทวอทช์สำหรับทุก”
ปัจจุบัน Garmin ถือเป็นผู้นำ Top 3 ในตลาดสมาร์ทวอทช์เมืองไทย โดยมีสินค้าหลักที่ขายดี 3 ตระกูล คือ Garmin Forerunner, Garmin Fenix และ Garmin Lily โดยมีสัดส่วนผู้ใช้งานเป็นผู้ชายประมาณ 55% และเพศหญิง 45%
