ในยุคที่คนทั่วโลกโหยหาสิ่งที่เรียกว่า Well-being หรือ สุขภาวะดี การวางเป้าหมายทางสุขภาพจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตไม่แพ้กับความสำเร็จทางอาชีพ จนเป็นที่มาของคำว่า “Work-Life-Balance”
แต่ในความเป็นจริง กว่าที่คนทำงานรุ่นใหม่กำลังเริ่มต้นเส้นทางดูแลตัวเองอย่างจริงจังนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะแต่ละวันจะมีอุปสรรคมากมาย ทั้งจากความรับผิดชอบที่มากขึ้น จากสิ่งยั่วยุรอบตัว รวมไปถึงการบริหารเวลาที่ไม่บาลานซ์
พฤติกรรมที่ว่านี้นำมาซึ่งตัวเลขของคนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ศัตรูเงียบ และโรคฮิตของคนทำงานอย่าง เบาหวาน ความดันสูง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของวัยทำงานในปัจจุบัน
ที่น่ากลัวก็คือ โรคกลุ่มนี้เมื่อก่อนจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ 50-60 แต่ปัจจุบันนี้ 40 กว่าปีก็เป็นกันแล้ว ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้ารู้ก่อนรีบปรับพฤติกรรมได้
อย่างผู้เขียนเองกว่าจะหักดิบมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพก็ต้องรอให้ร่างการฟ้องจากการตรวจหัวใจด้วยการวิ่งสายพานว่าผิดปกติ และไปจบด้วยการ CT Scan หัวใจ ถึงจะรู้ตัวว่าหัวใจผิดปกติ และหมอแนะนำให้ดูแลตัวเองเป็นพิเศษด้วยการออกกำลังกายตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน
ตอนที่รู้ว่าต้องออกกำลังกาย ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการหาอุปกรณ์มาเป็นผู้ช่วย อย่าง Garmin vívofit ซึ่งเป็น Fitness Band หรืออุปกรณ์ติดตามกิจกรรมในแต่ละวันเป็นรุ่นเบสิกและถูกที่สุด ก่อนจะเปลี่ยมาใช้ Smart Watch Fitbit ที่มีฟังก์ชั่นมากขึ้นตามราคาและก็ใช้มาหลายปีจนแบตเริ่มเสื่อม
เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน Smart Watch อีกครั้งจึงตัดสินใจเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คือ วิ่งแบบออกกำลังกายทั่วไป วิ่งเก็บ Map ใน App Strava เวลาไปเที่ยว นานๆ จะลงวิ่ง 10K ที
จนในที่สุดก็เลือก Smart Watch ที่เน้นการวิ่งอย่าง Garmin Forerunner 570

Forerunner 570 เป็น Smart Watch ที่จับกลุ่มนักวิ่งระดับกลางไปถึงจริงจัง เพราะมีฟังก์ชั่นเสริมเกี่ยวกับการวิ่งมากมาย
แต่เอาเข้าจริงๆ หลังจากที่ทดลองใช้งานมา 3 อาทิตย์ Forerunner 570 ไม่ได้มีไว้แค่วิ่งให้เร็วขึ้น เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้อยากวิ่งเร็วขึ้น แต่อยากวิ่งได้นานขึ้น
ความรู้สึกที่ใช้งาน Forerunner 570 จึงเหมือนมีไว้ให้คนใส่รู้จักตัวเองมากขึ้นมากกว่า เพราะ Forerunner 570 ช่วยสะท้อนความพร้อมของร่างกายได้ละเอียด และให้คำแนะนำที่เข้าใจง่าย
หลักๆ แล้ว Forerunner 570 จะมอนิเตอร์และรายงานข้อมูลเราทุกวัน ก็คือ
- Sleep Score : ตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ อันนี้ชอบมาก เพราะบอกหมดว่าคืนไหนนอนหลับสนิทหรือไม่สนิท
- Morning Report : รายงานทุกเช้า บอกว่าร่างกายฟื้นตัวแค่ไหน จากการนอนหลับและความเครียดเมื่อวาน
- Body Battery : วัดระดับพลังงานในร่างกายตลอดวัน คล้ายแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟน
- Stress Tracking : แจ้งเตือนเมื่อระดับความเครียดพุ่งสูงเกินจุดปลอดภัย
- Move Alert : เตือนให้เราลุกเดินทุกชั่วโมง เวลานั่งพิมพ์งานนานๆ
- Step Goal : ตั้งเป้าก้าวเดินรายวันในวันที่ไม่ได้วิ่ง (วันไหนที่วิ่งยังไงก็เกิน 14,000 ก้าว)

ฟังก็ชั่นที่ชอบมากก็คือ Evening Report รายงานก่อนนอนที่ช่วยสรุปกิจวัตรสำคัญประจำวัน เช่น จำนวนก้าว, พลังงานที่ใช้, Body Battery ที่เหลือ และ Sleep Coach ที่ให้คำแนะนำว่าควรนอนกี่ชั่วโมง พร้อม Workout สำหรับวันรุ่งขึ้นข้อมูลนี้จะช่วยเตือนคนใช้งานว่าเราใช้ชีวิตหนักเกินไปหรือเปล่าในแต่ละวัน
Garmin Sleep Coach จะใช้ข้อมูลที่เราใส่ไปตอนเริ่มต้นใช้งานมาคำนวนเป็นการนอนของแต่ละคน อาทิ
อายุ :เช่น ผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 35 ปี ต้องการการนอนหลับประมาณ 8 ชั่วโมงตามคําแนะนําพื้นฐาน แต่จํานวนนั้นจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น เช่น ถ้าคนอายุมากกว่า 65 ปี เวลาการนอนหลับจะเหลือ 7.5 ชั่วโมง
ประวัติกิจกรรม : Garmin Sleep Coach จะประเมินความสมดุลของกิจกรรมระหว่างวันเป็นเวลาการนอนที่เหมาะกับเวลาพักฟื้น
ประวัติการนอนหลับ : ถ้าคืนไหนคุณภาพการนอนไม่ดี Garmin Sleep Coach จะนำข้อมูลมาคำนวนและชดเชยการนอนหลับในวันถัดไป
ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ HRV คือ ระยะเวลาระหว่างการเต้นของหัวใจของคุณ ความแตกต่างของมิลลิวินาทีสามารถช่วยบอกคุณภาพการนอนหลับ ถ้าตัวเลข HRV สูงก็หมายถึงมีความเครียดสะสมน้อยจะช่วยให้หลับลึกร่างกายจะฟื้นตัวได้ดี

ส่วนฟังก์ชั่นที่ใช้ประจำก็คือ การตรวจจับการวิ่ง
Forerunner 570 นี้ใช้ชิปเซตเซ็นเซอร์ด้านหลังเป็น Gen 5 ซึ่งมีความแม่นยำในการวัดการเต้นของหัวใจ หรือ Heart Rate ที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น และยังมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่ใช้วัดอุณหภูมิขณะวิ่งรวมถึงตอนนอนหลับ เพื่อเอาไปประมวลผลได้อีกด้วย
Forerunner 570 รองรับตั้งแต่สายฟิตทั่วไปจนถึงนักแข่ง ด้วยฟังก์ชันขั้นสูง เช่น
- มีฟังก์ชั่นวางแผนการฝึกซ้อมไตรกีฬาจาก Garmin Triathlon Coach
- ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่า ปรับแต่ง และดูตารางการฝึกซ้อมทั้งสัปดาห์ได้ผ่านแอป Garmin Connect™
- สามารถออกแบบการฝึกแบบมัลติสปอร์ตด้วยตนเอง
- ฟังก์ชั่นการตัดรอบอัตโนมัติเมื่อวิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้
- คำแนะนำจุดเข้าเส้นชัยเมื่อวิ่งตามเส้นทางการแข่งขันที่โหลดไว้ล่วงหน้า
- มีลำโพงและไมโครโฟนในตัวสามารถรับสายและโทรออกผ่านสมาร์ทวอทช์ได้โดยตรงขณะวิ่ง
- เพิ่ม 23 โหมดกีฬาใหม่ เช่น Obstacle Racing, Gravel, Duathlon, Rucking, Snowshoe, Snorkel ฯลฯ
เอาจริงๆ ฟังก็ชั่นที่ใช้งานสำหรับคนทั่วไป แค่ Distance, Time, Avg Pace, Total Ascent, Calories ก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับคนที่อยากพัฒนาการวิ่งให้เร็วและนานขึ้นก็ยังมีข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ อาทิ Elevation, Pace, Heart Rate, Performance Condition, Stride Length, Run Cadence, Power: Watts, Vertical Ratio, Ground Contact Time ฯลฯ ให้ดูแบบละเอียดได้ในมือถือหรือคอมพิวเตอร์
สำหรับผู้เขียนก็นานๆ ดูที เข้าไปดูทุกครั้งก็จะซีเรียสไป เพราะปกติก็วิ่งเพื่อออกกำลังกาย ระยะทางไม่ไกลประมาณ 5-10 กิโลเมตรเท่านั้น

จริงๆ Forerunner 570 ยังมีอีกหลายฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เคยได้ลองใช้ เช่น Garmin Pay ที่สามารถเพิ่มข้อมูลบัตรเครดิต Visa, Mastercard หรือ Rabbit Pay แล้วแตะจ่ายได้เลย
หลังจากใช้งานมาเกือบ 3 อาทิตย์ ส่วนตัวมองว่า Forerunner 570 นอกจากจะเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบวิ่ง ออกกำลังกายไปจนถึงนักกีฬาแล้ว Forerunner 570 ยังเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยให้ชีวิตมีสมดุลขึ้นอีกนิด
แม้ว่า Forerunner 570 จะเป็นสายจริงจัง แต่ก็มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์คนทำงานทั่วไป โดยเฉพาะพฤติกรรมแบบอยากเริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งก็ถือว่า Garmin มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มมนุษย์งานได้ดีค่ายหนึ่ง
ข้อมูลทั่วไป Garmin Forerunner 570- มีให้เลือก 2 ขนาด: 42 มม. และ 47 มม.
- จอ AMOLED แบบใหม่
- เซ็นเซอร์วัดหัวใจรุ่นใหม่ HR Gen 5 แม่นยำและเสถียรกว่าเดิม
- เพิ่ม Skin Temperature Sensor ตรวจจับอุณหภูมิผิวระหว่างนอน
- มีไมโครโฟน+ลำโพง ใช้รับสาย, สั่งงานด้วยเสียง และแจ้งเตือนระหว่างออกกำลังกาย เสียงดังฟังชัด
- Multi-band GPS แม่นยำแม้ในเมืองหรือต้นไม้หนาแน่น
- กรอบอะลูมิเนียม แข็งแรง น้ำหนักเบา
Garmin Forerunner 570 เหมาะกับใคร?- นักวิ่งจริงจังที่ต้องการตัวช่วยฝึกซ้อมแบบแม่นยำ
- นักกีฬาไตรกีฬาหรือ Multi Sport ที่ต้องการวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ
- คนที่ใส่ใจสุขภาพระยะยาว ทั้งการนอน, การฟื้นฟู และฟิตร่างกาย
- คนที่อยากใส่สมาร์ทวอทช์ และเครื่องมือฟิตเนสระดับมือโปรในเรือนเดียว

เปรียบเทียบ Body Battery ของวันที่นอนได้ดี กับวันที่นอนหลับไม่สนิท จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับคนทั่วไป แค่ดูข้อมูลสรุปในแต่ละวันจริงๆ ก็เพียงพอกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในแต่ละวันแล้ว
เช่นเดินให้มากขึ้น ใช้บันไดแทนขึ้นลิฟต์
ถ้าบันทึกกิจกรรมผ่านโหมดการวิ่ง นาฬิกาก็จะบันทึกแผนที่จาก GPS กับสรุปข้อมูลทั่วไปให้สำหรับคนที่ไม่ซีเรียส
สำหรับคนที่อยากพัฒนาการวิ่งให้เร็วและนานขึ้นก็ยังมีข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ อาทิ Elevation, Pace, Heart Rate, Performance Condition, Stride Length, Run Cadence, Power: Watts, Vertical Ratio, Ground Contact Time ให้ดู
สรุปข้อมูลการวิ่งในแต่ละครั้งแบบตัวเลขก็ได้
สรุปข้อมูลการวิ่งตามระยะทาง