สำหรับใครหลายคน วัย 73 ปี อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะวางมือจากงาน เพื่อพักผ่อนกับการ ใช้ชีวิต
แต่สำหรับ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ปลุกปั้นร้านสุกี้ชื่อดังอย่าง “เอ็มเค เรสโตรองต์” เขายังมีความสุขกับการ บริหารงาน และสนุกกับการได้วางกลยุทธ์อะไรใหม่ๆ ให้กับองค์กร แม้ว่าตอนนี้ ฤทธิ์จะไม่ได้ลงไปดูดีเทลงาน ทุกอย่างเหมือนสมัยยังหนุ่มๆ แล้วก็ตาม
หลังจากไม่ได้ออกสัมภาษณ์สื่อมาพักใหญ่เพราะวิกฤต COVID-19
ไม่กี่วันมานี้ BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยกับฤทธิ์อีกครั้งในงาน THAIFEX - Anuga Asia 2024 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป มาร่วมออกงาน
ความคิดและมุมมองหลายด้านของฤทธิ์ ยังคงแฝงไว้ด้วยหลักคิดดีๆ ในการทำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ได้อย่างเป็นอย่างดี

1. ค้นหาสิ่งที่มีจากข้างใน
ในบูธของเอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป สิ่งที่โดดเด่นเตะตามาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นขวดน้ำจิ้มสุกี้ขนาดใหญ่ที่ โชว์อยู่บริเวณด้านหน้า
ฤทธิ์ บอกว่าปีนี้เอ็มเคจะบุกตลาด “น้ำจิ้มสุกี้” ที่เสิร์ฟในร้านมากว่า 40 ปีอย่างเต็มที่ พร้อมกับอธิบาย เพิ่มเติมว่า คนไทยรู้จักเอ็มเคเกือบทุกบ้าน รวมถึงคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นน้ำจิ้มสุกี้จึงเป็น อะไรที่สามารถแยกมาทำเป็นธุรกิจได้ เพราะที่ผ่านมาก็มีคนเอาน้ำจิ้มสุกี้เอ็มเคไปฝากคนรู้จักที่ต่างประเทศ อยู่แล้ว
“เราดูตลาดแล้ว น้ำจิ้มสุกี้มันแคบมาก เป็นน้ำจิ้มแบบเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือนและไม่ เหมือนใคร ผู้บริโภคคนไทยกินน้ำจิ้มสุกี้ได้ทุกอย่าง จิ้มได้หมด จิ้มไส้กรอกก็ได้ จิ้มได้เยอะแยะไปหมด น้ำจิ้มสุกี้ของเรามีความแตกต่างที่ชัดเจน มีความคลาสสิกมากกว่า เพราะในส่วนผสมเราก็มีซอสพริก แต่เราเพิ่มส่วนผสมสูตรพิเศษของเราเข้าไป”
ฤทธิ์ กล่าวว่า ตลาดน้ำจิ้มนั้นค่อนข้างกว้าง ดังนั้นการเปิดตัวรอบนี้ จึงไม่ได้เป็นการไปแย่งตลาด กันเองกับซอสศรีราชา
“ผมยกตัวอย่างซอสโชยุของญี่ปุ่นมีมากกว่า 400 แบรนด์ แต่ต่างคนต่างขายจริงๆ เขามีจัดตั้ง เป็นสมาคมเลย เขาไม่ได้แข่งกันเอง แต่แข่งกันทำเงินเข้าประเทศ น้ำจิ้มปีนี้น่าจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพิ่งออกมา 4-5 เดือนเอง ขายได้เดือนละประมาณ 400,000 ขวด ถ้าปีหน้าส่งออกได้ก็น่าจะ เท่าตัวเป็น 600 ล้านบาท เทียบกับพอร์ตก็ยังถือว่าน้อยมาก 300 นี่ประมาณ 2% แต่ว่ามาร์จิ้นมันดีกว่า นิดหน่อย เราหวังว่าน่าจะไป 5% ได้ ถ้าเราส่งออกได้ แล้วเราจะทำตัวอื่นออกมาอีก น้ำจิ้มเด็ก น้ำจิ้ม ซีฟู้ดของแหลมเจริญ แต่อีกพักใหญ่เพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนงานวิจัย”

2. ไม่ตามแฟชั่น แต่ต้องทันสมัย
เมื่อถูกถามถึงเรื่องท้าทายหลัง COVID-19 ฤทธิ์ ตอบว่า ความท้าทายคือเรื่องการแข่งขัน เพราะหลัง COVID-19 มีผู้ประกอบการรายเล็กๆ เกิดขึ้นมามากมาย เหมือนฟ้าหลังฝนที่มีเห็ดงอกงาม แต่ที่สังเกตคือมีที่ มาแล้วก็ไปเยอะ โดยเฉพาะประเภทร้านอาหารที่เป็นแฟชั่น อย่างเมนูหมาล่า
“หมาล่าตอนนี้เริ่มลดความนิยม เพราะว่ามันเป็น Fast มันเป็นกึ่งแฟชั่น ส่วนสุกี้เราทำมา 40 ปี มันไม่ได้เป็นเทรนด์แล้ว มันเหมือนเป็น Norm ที่เราสั่งข้าวกะเพราไก่จนเป็นเรื่องปกติ แต่ถึงแม้จะ เป็นอาหารที่คนคุ้นเคยเราก็ต้องทำเรื่องการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เช่น เราทำน้ำซุปใหม่มีให้เลือก ทั้งแบบออริจินัล ทั้งแบบญี่ปุ่นนิดๆ แบบน้ำดำ น้ำซุปต้มยำเราก็ทำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรสชาติที่เขาชอบในรูปแบบที่ทันสมัย”
ส่วนเรื่องเทรนด์ร้านสุกี้ที่เปิดให้บริการช่วงกลางคืนที่กำลังมาแรง ฤทธิ์ กล่าวว่า เซ็กเตอร์ร้าน อาหารที่เน้นคนกลางคืนก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าจับตา เพียงแต่ตอนนี้เอ็มเคจะยังไม่ลงไปแข่งกับตลาดตรงนี้
“เราต้องขอดูแบบระยะยาวก่อนว่า ตลาดจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ ถ้ายั่งยืน และตอบโจทย์แนวคิดหลักของเรา คือการเติมเต็มความสุขให้ทุกครอบครัว เราอาจจะทำ แต่เรายังไม่ ต้องรีบทำ เรายังไม่จำเป็นต้องมีร้านใหม่ๆ เปิดดึกๆ ตลาดร้านอาหารในเมืองไทยใหญ่มาก มูลค่าเป็น แสนๆ ล้านบาท ขนาดเราเองยังมีส่วนแบ่งไม่ถึง 15% เลย เพราะฉะนั้นเราพอใจในปัจจุบันของเรา”

3. อย่ายึดติดกับกรอบเดิมๆ
ที่ผ่านมา เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จะขยายธุรกิจแบบทำเองเสียเป็นส่วนใหญ่ จนมาหลัง COVID-19 ทางบริษัทมีการเปลี่ยนนโยบายใหม่ ด้วยการนำเอารูปแบบร้านอาหารแฟรนไชส์เข้ามาใช้ในการขยายกิจการ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
“ธุรกิจร้านอาหารเป็นความชำนาญเฉพาะของเรา ถ้าพูดถึงเรื่องเชนร้านอาหาร เราเป็นเบอร์ ต้นๆ ของเมืองไทย เรามีแฟลกชิพเป็นร้านสุกี้ รองลงมาคือยาโยอิ ที่ 3 คือแหลมเจริญ ส่วนแบรนด์ 4,5,6 กำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ ทำให้เราเป็น Multi Brand ซึ่ง Multi Brand เราสามารถแฟรนไชส์ได้
สมัยก่อนเราคิดว่าเราโตในเมืองไทย เราไม่ต้องทำก็ได้ แต่หลัง COVID-19 ตลาดมันเปลี่ยนไป การเติบโตในเมืองไทยลดลง เมืองไทยเศรษฐกิจหดตัว เราจึงมองโอกาสที่จะไปต่างประเทศก็เลย เปลี่ยนความคิดใหม่”
ฤทธิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ร้านแหลมเจริญเป็นรูปแบบร้านซีฟู้ดของอาหารไทย ซึ่งอาหารรูปแบบนี้ ตัวเองคิดว่าต่างประเทศเขานิยม เพราะได้ทดลองไปเปิดที่มาเลเซีย 3 สาขาก็ได้รับการตอบรับดีมากๆ เพราะ อาหารทะเลที่เป็นออริจินัลแบบไทยแบบนี้มันยังไม่มีในโลก
“การที่เราจะไปต่างประเทศ ผมไม่คิดจะเอาเอ็มเคไป เพราะอาหารประเภทหม้อไฟนี่ทั่วโลก มันมีมากแล้ว แค่ในจีนก็มหาศาล อย่างจีนนี้เราไม่คิดจะไปเลย ไม่ไปเด็ดขาด แต่รูปแบบร้าน แหลมเจริญเราขายไปต่างประเทศง่ายกว่าเอาเอ็มเคไป เพราะรูปแบบอาหารซีฟู้ดแบบไทยๆ แบบนี้ ยังไม่มี ร้านอาหารไทยแท้ๆ มีเยอะแต่ร้านซีฟู้ดแบบนี้ไม่มี เราเลยคิดว่าซีฟู้ดแบบไทยๆ แบบนี้น่าจะ ออกต่างประเทศได้”
ซึ่งในงานไทย THAIFEX - Anuga Asia 2024 ทางบริษัทก็ตั้งใจจะมาหา Franchisee ด้วยเช่นกัน
“เราอยากไปตะวันออกกลาง, อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี ปีนี้น่าจะยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาก่อน ที่ประเทศมาเลเซียเราใช้เวลาคุย 1 ปี จนเปิดแล้ว 3 สาขา ปีนี้น่าจะเปิดได้อีก 5 สาขา เราไปใน รูปแบบแฟรนไชส์ แหลมเจริญถ้าไปเปิดต่างประเทศอาจจะทำได้ถึง 40-50 สาขา และมีโอกาสที่จะมี สาขามากกว่าประเทศไทยมาก เพราะไทยตอนนี้มี 50 สาขา ตอนซื้อมามี 25 สาขา เจอ COVID-19 เราปิดไป 5 สาขา แล้วเราก็เปิดเพิ่มเป็น 30 สาขา
ตอนนี้กำลังทำโรงงานปลากะพง อาหารที่เป็นซิกเนเจอร์ของแหลมเจริญ คือปลากะพงทอด น้ำปลา ถ้าเราจะส่งไปขายที่ต่างประเทศ เราต้องส่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพไปให้เขาด้วย เพราะฉะนั้นเรา เลยต้องพัฒนาโรงงาน เพื่อทำปลากะพงเป็นการแปรรูป ตัดหัวแล้วแล่เป็น 2 ซีก และเก็บแบบ Super Freeze เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมือนกับกินที่ประเทศไทย”

4. ถ้าไม่ใช่ก็อย่าฝืน
ทุกวันนี้ ร้านเอ็มเคมีการปรับภาพลักษณ์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้นกว่าเดิม
ฤทธิ์ กล่าวว่า ผมเป็นคนรุ่นเก่าทำมา 40 ปี ไม่สามารถที่จะมีความคิดเหมือนกับผู้บริโภคสมัยใหม่ได้ จึงต้องมีการดึงเอาคนรุ่นใหม่มาเสริมทัพ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ลูกทั้ง 3 คนมาช่วยงานหลายปีแล้ว
“จริงๆ เรามีทีมอายุต่ำ 40 เข้ามาทำ ทีมนี้ก็พยายามที่จะรีเชฟภาพลักษณ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการตกแต่งร้าน เรื่องจานชาม อุปกรณ์ อาหาร เร็วๆ นี้เราจะมีเนื้อดีๆ เข้ามาเสิร์ฟในร้านเรา เอ็มเคก็จะมีเนื้อสไลด์ดีๆ ออกมาเสิร์ฟให้ลูกค้าทานทุกสาขา
ทุกอย่างที่เราทำก็เพื่อทำให้ธุรกิจของเราดูหนุ่มสาว ทันสมัยขึ้น มุมมองต่อร้านเอ็มเคของ คนไทย คนที่อายุตั้งแต่ 35 ขึ้นไปนี่รู้จักเราหมด แต่เขาก็ยังต้องการอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ ตรงนี้ หนาแน่นมาก แต่กลุ่มคนอายุ 30 ลงมา เราจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ได้กินอาหารที่ทันสมัย แต่ยังดี ต่อสุขภาพด้วย เราก็ปรับเมนูอาหาร รวมไปถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่มาเกี่ยวข้องด้วย จุดยืนเรายังเหมือน เดิม คือทำให้ลูกค้าเราได้รับอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและมีคุณภาพดี นี่คือสิ่งที่เราชัดเจนมาตลอด คือไม่ได้กินตอนนี้แล้วพออายุมากขึ้นไปแล้วสุขภาพไม่ดีต้องไปโรงพยาบาล นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของเรา เราต้องการสร้างสุขภาพที่ดี ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ เราค่อยๆ ทำ ตอนนี้ร้านเราก็ปรับเมนูอาหารไป เรื่อยๆ ร้านทันสมัยขึ้น มีเมนูที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ให้เข้ารู้สึกว่าเขาก็มาได้ เป็นโลกของเขา เหมือนกัน แต่ว่าคนรุ่นเก่าก็ยังรับได้”
ทุกวันนี้สัดส่วนของกลุ่มวัยรุ่นที่มากินเอ็มเคคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% นิดๆ ซึ่งฤทธิ์ มีตัวเลข ในใจว่าจะต้องไปได้ถึง 30% หรือ 1 ใน 3

5. Brand Purpose ที่ชัดเจน
เมื่อถูกถามเรื่องนโยบายการขยายไปทำร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ฤทธ์ กล่าวว่า เอ็มเคก็มีการทดลองทำ แคมเปญบุฟเฟ่ต์ในหลายๆ ร้าน แต่ก็ยังไม่ได้โมเดลที่ลงตัว ส่วนหนึ่งนั้นมาจาก Brand Purpose ในการทำธุรกิจ
“ตอนนี้เราก็ทดลองทำในหลายๆ ร้าน เพราะแนวคิดนี้จริงๆ มันยังขัดกับความรู้สึกของเรา เพราะว่าเรามองว่าการที่คนเรากินเยอะๆ เยอะเกินไป มันก็ไม่ดีต่อสุขภาพ
เราก็อยากจะทำแต่ทำในลักษณะของปริมาณที่พอดี แต่ที่สำคัญคือ 1. คุณภาพต้องดี เอาของ ที่คุณภาพดีมาลองทำดูว่ามันจะตอบโจทย์วัยรุ่นไหม 2. คือทำแล้วมันมีกำไรพอที่จะค้าขายในระยะ ยาวหรือไม่ เราทำเรารู้ว่าถ้าเราทำให้คุณภาพอาหารดี บริการดูว่าเราจะสามารถทำกำไรได้จริงๆ หรือ ไม่ ณ วันนี้ลองทำไป 10 สาขาได้ ซึ่งก็ต้องเก็บข้อมูลต่อไป”

6. ส่งต่อความสำเร็จ
ฤทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเองอายุ 73 ปีแล้ว แต่ยังนั่งทำงานเป็น CEO ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อีก 2 ปีข้างหน้า ตัวเองจะวางมือจาก CEO ขึ้นไปนั่งเป็น Chairman
“ลูกๆ เขาให้ผมอยู่อีก 2 ปี พอ 75 ปี ผมก็ถอยแล้ว เรื่องวางแผนการส่งต่อ ผมทำมานานแล้ว คุณธีร์ก็เข้ามาช่วยผมได้ 10 กว่าปีแล้ว หลายๆ คนเข้ามาช่วย ตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้ ผมคิดว่า 2-3 ปี ข้างหน้าก็น่าจะมีคนมาแทนผมได้แล้ว การเปลี่ยนถ่ายองค์กรน่าจะสมบูรณ์
ตอนนี้งานประจำหลักๆ ผมก็ไม่ได้ลงดีเทลแล้ว แต่ว่างานนโยบายหลักๆ ผมก็ยังดูอยู่ เรื่อง กลยุทธ์หลักๆ แผนงานที่วางไว้ต้อนนี้ก็น่าจะเห็นผลใน 2 ปี อย่างงาน THAIFEX เราก็มาออกงาน ครั้งแรก ที่เรามาออกงานเพราะคนถามมาบ่อยว่าเอ็มเคเราทำอะไร เราไม่ได้ Aggressive ขึ้น จริงๆ เราทำเหมือนเดิมมาตลอด แต่เราอาจจะหายหน้าไปในช่วง COVID-19 หลังโควิดเราอยากจะให้คู่ค้า เห็นว่าเราทำอะไรบ้าง เรามาออกทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจเลย”
ฤทธิ์ เล่าย้อนความให้ฟังว่า สมัยก่อนตัวเองคุยกับภรรยาตอนที่ทำสาขาแรก ว่าเอ็มเคจะมีกี่สาขา เราจะไปถึงไหนกัน เราคุยกันว่า เราจะขอทำอาหารดีๆ ร้านเดียวแล้วเราก็ขอดูแลร้านให้ดีที่สุด ดูแลลูกค้า ให้ดีที่สุด แต่ทำไปทำมาก็มี 100 สาขา ผมก็ไปฉลอง 100 สาขาที่โรงแรมโอเรียนเต็ลให้คุณแม่ คนก็ถามอีกว่า จะไปกี่ร้อยสาขา มาจนถึงตอนนี้เรามีร้านอาหาร 3 แบรนด์น่าจะ 600 สาขา เราจะน่าจะไปถึง 1,000 สาขาได้ พอเราบอกจะไป 1,000 สาขา COVID-19 ก็มาพอดี มันมาสะดุดตรงนี้ มันหยุดทุกอย่าง
“บางครั้งการที่เราตั้งความหวังไปข้างหน้า บางเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมด บางที สิ่งแวดล้อมมันไม่เอื้อให้เรา ถ้าเราทำเต็มความสามารถแล้วก็ต้องยอมรับ แต่ ณ วันนี้ เราไปได้ถึง 1,000 สาขาในเมืองไทยแน่นอนในทุกแบรนด์ ไม่รวมต่างประเทศ”
