จอห์นนี่ วอล์กเกอร์แบรนด์สก็อตช์ชั้นนำอันดับ 1 ของโลกที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทยจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทยครบ 100 ปีพอดี
ด้วยเหตุนี้ ทางดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จึงมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปีในไทยมาตั้งแต่ช่วงกลางปีกับตัวสินค้าจอห์นนี่ วอล์กเกอร์แบล็ค เลเบิ้ล และจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ที่จับตลาดพรีเมียมโดยออกบรรจุภัณฑ์พิเศษเพื่อเฉลิม 100 ปีแบบลิมิเต็ด อิดิชั่น
ไม่กี่วันมานี้ ทางดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) หรือ DMHT ได้มีการจัดกิจกรรมแต่คราวนี้เป็นคิวของพี่ใหญ่จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ที่จับตลาดอัลตร้าพรีเมียมบ้าง
โดยทาง DMHT ได้มีการจัดงาน THE BLUE BOUTIQUE จัดขึ้นณไอคอนสยาม เพื่อโชว์ผลงาน “TROVE OF BLUE” ผลงานหัตถศิลป์ชิ้นพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในโลก ที่รังสรรค์ด้วยลวดลายของ "ผ้าลายอย่าง” อันได้แรงบันดาลใจจากความแรร์ และล้ำลึกของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ซึ่งได้รับการประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า โดย ศรัณญ อยู่คงดี ศิลปินชั้นนำชาวไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SARRAN
งานศิลปะ TROVE OF BLUE ได้เลือกใช้โทนสีทองที่บ่งบอกถึงการเฉลิมฉลอง และพื้นผิวของเนื้อผ้าที่ให้สัมผัสเหมือนเป็นห่อกำมะหยี่ที่ห่อหุ้มและทะนุถนอมรสชาติและเรื่องราวการเดินทางที่ยาวนานของแบรนด์เอาไว้
ศรัณญ อยู่คงดี กล่าวว่า การออกแบบ TROVE OF BLUE ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการรังสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางที่มีมาอย่างยาวนานของแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Precious Century of Johnnie Walker Blue Label โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตั้งแต่อดีตปัจจุบัน ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคตตามแบบฉบับ KEEP WALKING ของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ด้านความพรีเมียมและความแรร์ที่สะท้อนผ่านมิติของรสชาติอันล้ำลึกของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล

“การเลือกผ้าลายอย่างซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้เป็นผ้าแบบไทยโบราณ ที่ในสมัยก่อนจะนำมาห่อหุ้มสิ่งสำคัญที่ล้ำค่าเพื่อการเก็บรักษาอย่างดีที่สุด โดยนำมาออกแบบร่วมกับลวดลายดอกไม้เพื่อสร้างทรงของผ้า สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะทะนุถนอมและส่งต่อสมบัติอันทรงคุณค่าอย่างจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ลจากรุ่นสู่รุ่น โดยเพิ่มความพิเศษด้วยการประดับอัญมณีสีน้ำเงินที่ดีที่สุด ที่ได้รับการคัดสรรด้วยมือจำนวน 100 เม็ด ในเฉดสีน้ำเงินแบบจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจของจอห์นนี่วอล์กเกอร์ในประเทศไทยอีกด้วย”
การออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ TROVE OF BLUE เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 และเป็นการร่วมงานกับช่างหลากหลายหมู่มากที่สุดสำหรับคุณศรัณญ และยังเป็นการผสานเทคนิคทางศิลปะที่หลากหลายไว้ในผลงานชิ้นเดียว ประกอบไปด้วยการดุม การฉลุ การฝังพลอย หรือที่เรียกว่า ‘เตย’ ความรู้ด้านสกุลผ้าและเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย
ศรัณญได้เลือกใช้ผ้าลายอย่างร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลพรินต์ (Digital Print) เพื่อสร้างโครงในรูปแบบสามมิติก่อนนำไปออกแบบในขั้นต่อไป รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุทองเหลือง (Brass) เพื่อสะท้อนถึงการใช้ทองเหลืองของชาวไทยในชีวิตประจำวันที่มีมาตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบัน อย่างภาชนะใส่ของและการใช้ลวด ลายดอกพุดและดอกมะลิเป็นหลัก ซึ่งเป็นดอกไม้ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่ยังได้กลิ่นอายความเป็นสมัยใหม่ ด้วยการไล่ระดับและขนาดของดอกไม้ให้มีขนาดที่ต่างกันด้วยการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาเสริม ต่างจากสมัยก่อนที่ลวดลายจะมีขนาดเดียวกันทั้งผืน และการออกแบบสุดพิเศษด้วยนวัตกรรมและความพิถีพิถันยังทำให้ผลงานหัตถศิลป์ชิ้นนี้ละเอียดอ่อนด้วยองศาการทิ้งตัวของโครงทองเหลืองที่เปรียบเสมือนการทิ้งตัวของผ้าลายอย่างสมจริงอีกด้วย
โดยจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล เวอร์ชั่นพิเศษนี้จะมีการผลิตขึ้นมาเพียง10 ขวดเท่านั้น และจะมี TROVE OF BLUE ขวดเดียวที่จะตกแต่งด้วยมณีอันล้ำค่าจำนวน 100 เม็ดจากแบรนด์ SARRAN และจะใช้การประมูลสำหรับคนที่สนใจ ส่วนที่เหลืออีก 9 ขวดในคอลเลคชั่นเดียวกันจะจำหน่ายในราคา 19,999 บาท

จรินี วงศ์กำทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเน้นสื่อสารเรื่องKEEP WALKING เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนก้าวไปข้างหน้า เช่น ในสมัยก่อนก็เคยมีทำหนังโฆษณาเรื่องหิมะตกในประเทศไทย โดยใช้ทีมงาน CG ของไทยทั้งหมดและทำในประเทศไทย เพื่อบอกเรื่องราวที่ทำไม่ได้หรือว่าไม่ได้ทำ ทำซีดีในไทยครั้งแรกและในโอกาสครบรอบ 100 ปี ครั้งนี้ทางบริษัทได้มีการออกสินค้าบรรจุภัณฑ์พิเศษออกมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ว่า เดินทางมาอย่างไร มี Milestone สำคัญๆ อย่างไร
“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอผลงานศิลปะหลากหลายมิติ ภายในงาน THE BLUE BOUTIQUE ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ Immersive และผลงานหัตถศิลป์ชิ้นพิเศษที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงโดยแบรนด์ SARRAN การจัดงานในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงปรัชญา KEEP WALKING ของแบรนด์ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังมองหานวัตกรรมใหม่ๆ ในการคอนเน็คและสร้างประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มด่ำกับสุนทรียศาสตร์ครบทุกมิติในหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ตอกย้ำความพร้อมของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในการก้าวสู่การเป็น Icon of Luxury หรือสัญลักษณ์แห่งความหรูหราระดับโลก”
เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ว่าทำไมถึงผลิตสินค้ารุ่นพิเศษออกมาแค่เพียง10 ขวด จรินี อธิบายว่า จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลูเล เบิ้ลเป็นสินค้าที่จับตลาดกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้จะมองหาสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และสามารถบ่งบอกบุคลิกของตัวเอง ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการสื่อสารถึงโพซิชันนิ่งที่ชัดเจน
“ผ้าลายอย่างสมัยก่อนเป็นของล้ำค่า ไม่ใช่คนทั่วไปที่จะหามาใช้ได้ง่ายๆ เราเอาผ้านี้มาใช้พัฒนาต่อกับ SARRAN เพื่อทำบรรจุภัณฑ์แบบจำกัดจำนวนแค่ 10 ชิ้น เพราะเราเชื่อว่าของดีไม่จำเป็นต้องมีเยอะแต่ขอให้เป็นที่สุดก็เพียงพอ”

ส่วน ศรัณญก็กล่าวเสริมว่า จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ทั้ง10 ขวดนี้ เรามีการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่านนวัตกรรมและ Storytelling ว่าเราจะไม่หยุดไปข้างหน้า
“เราพยายามรวบรวมความดีจุดเด่น เพื่อบอกต่อบอกเรื่องของการข้ามผ่านกาลเวลาว่า อีก 100 ปีจะเป็นอย่างไร ส่งผ่านความรู้สึกอีก 100 ปีต่อไป ไม่ได้บอกถึงอดีตอย่างเดียว แต่ว่าบอกเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย เราเอา 2 อย่างมารวมกัน เอางานกราฟิกสมัยใหม่เข้ามาช่วยขั้นตอนการทำงาน เราต้องเอาผ้ามาขึ้นรูปแล้วนำมาสแกนปั้นมาใหม่ เราเลือกวัสดุทองเหลืองที่เป็นวัสดุร่วมสมัยผ่านกาลเวลามานานเราคัดพลอยตามธรรมชาติ ไม่ได้มีสีเดียวกัน เลือกจาก 100 เม็ดนำมาฝังทีละเม็ดจนครบ 100 เม็ด เพื่อให้สมคุณค่า 100 ปี และเพื่อสื่อถึงอนาคตที่น่าสนใจ อดีตต้องนำเราไปสู่อนาคต เพื่อนำเราไปให้ไกลกว่า เราถึงเรียกผลงานชุดนี้ว่างานหัตถศิลป์”
ผลลัพธ์ของความตั้งใจนี้เองที่ทำให้ TROVE OF BLUE มีคนที่สนใจยกมือประมูลจบไปที่มูลค่าสูงถึง 170,100 บาท
“ที่ผ่านมา เราเน้นการตลาดแบบ Brand in Culture คอนซูมเมอร์ไปทางไหน แบรนด์ก็ไปทางนั้น แต่แบรนด์ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคตลอดเวลาเราเลือกทำอะไรที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด และเหมาะสมกับแบรนด์มากที่สุด ไม่ได้เลือกทั้งหมด"
