OMODA & JAECOO เป็นแบรนด์รถยนต์จีนน้องใหม่ล่าสุดที่บุกตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางผู้บริหารของบริษัทยอมรับว่าอาจจะเข้าตลาดช้ากว่าคู่แข่งจากประเทศเดียวกัน แต่ก็ยังมั่นใจว่า ภายใน 3 ปีนับจากนี้ไป ด้วยความแตกต่างของโปรดักต์และการจับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้ OMODA & JAECOO สามารถสร้างยอดขายขึ้นไปอยู่ Top 3 ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลพลังงานสะอาด (EV, BEV, PHEV) ได้ใน 3 ปี
โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) หรือ OMODA & JAECOO (Thailand) เป็นบริษัทลูกของ Chery Automobile ของจีนที่ส่งออกรถยนต์ไปกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ได้มีการเปิดตัวรถ OMODA C5 EV อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และยังได้เผยโฉมรถ JAECOO 6 EV ออฟโรดพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% พวงมาลัยขวา รุ่นก่อนผลิตจริง (Pre-production) ครั้งแรกในโลกเพื่อให้ชาวไทยได้ยลโฉมรถรุ่นที่ทุกคนตั้งตาคอยก่อนใครก่อนเปิดราคาจริงไปเมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นการลั่นกลองรบอย่างเป็นทางการ
ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยครั้งนี้ บริษัทมาแบบ Full Option โดยเตรียมที่จะเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
“โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและตั้งใจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร และผู้แทนจำหน่ายภาคเอกชนต่างๆ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย โดยโอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) มีสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ ณ อาคารวัน แบงค็อก พร้อมด้วยผู้บริหารและทีมงานคนไทย ที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าคนไทยอย่างแท้จริง เราได้ตั้งศูนย์อบรม (Training Center) ศูนย์ตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบ (PDI Center) และคลังอะไหล่บนเนื้อที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่สิงหาคมนี้หรือก่อนส่งมอบรถยนต์คันแรกของเราถึงมือ ผู้ขับขี่ชาวไทย เรายังมีแผนขยายศูนย์บริการและผู้จำหน่ายมากถึง 40 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปี
ไม่เพียงเท่านี้ ภายในกลางปี 2568 โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จะเริ่มดำเนินการผลิตและประกอบรถยนต์ในประเทศไทย เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน ออสเตรเลีย และตะวันออกกลางต่อไป”

โดยโรงงานในเฟส 1 ช่วงปี 2568-2571 จะมีกำลังการผลิตสูงรวม 50,000 คัน/ปี และจะโฟกัสตลาดหลักในประเทศและจะมีการส่งออกบางส่วน ส่วนในเฟส 2 จะเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดเป็น 80,000 คัน/ปี และจะเริ่มมีการส่งออกไปยังตลาดประเทศมากขึ้น
ทางฝั่งของการขาย ปัจจุบันบริษัทกำลังเริ่มสร้างเน็ตเวิร์คผู้แทนจำหน่าย โดยมีมากกว่า 20 ราย และสามารถเปิดศูนย์จำหน่ายและบริการหลังการขายได้ 40 แห่งในปีนี้
ในส่วนของแผนการตลาด สุชาดา ชูสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า OMODA & JAECOO จะเน้นสื่อสาร 4 เรื่องหลักไปยังผู้บริโภค คือ 1.Technology 2.Fashion 3.Lohas Lifestyle 4.Sustainability
“วันนี้เรายังได้เปิดตัว 4EVE ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปแถวหน้าของเมืองไทยในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของรถ OMODA C5 EV ซึ่งเป็นครั้งแรกของ 4EVE กับบทบาท Brand Presenter ของรถยนต์ การได้ 4EVE มาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับ โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ในครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่
สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รุ่นใหม่นี้ รถไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยม และรูปแบบการใช้ชีวิตกลุ่มผู้ขับขี่เจนเนอเรชั่นใหม่ E-LOHAS หรือ E-Lifestyle on Health and Sustainability ที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เปลี่ยนสู่อนาคตอย่างมีสไตล์ นอกจากนี้ โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย ยังร่วมมือกับ EARTHOLOGY STUDIO แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อต่อยอดเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย EARTHOLOGY STUDIO ได้ร่วมออกแบบและผลิตชุดยูนิฟอร์มรักษ์โลกที่ผลิตจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิลให้แก่ที่ปรึกษาการขายของเราทั่วประเทศ”

สำหรับรถ OMODA C5 EV จะเป็นรถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น OMODA C5 EV Long Range Plus ที่มีสี Lunar White, Space Black และ Mercury Grey ราคา 899,000 บาท และรุ่น OMODA C5 EV Long Range Ultimate ที่มีสี Lunar White (Black Roof), Space Black, Mercury Grey, Volcanic Red และ Mint Green (Black Roof) ราคา 949,000 บาท
ขณะเดียวกัน ในงานโอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ยังได้เผยโฉม JAECOO 6 EV รถออฟโรดพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% เวอร์ชั่นพวงมาลัยขวา รุ่นก่อนผลิตจริง (Pre-production) ครั้งแรกในโลก ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยียนตรกรรม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “OFF-ROAD TRENDY” โดยคาดว่า JAECOO 6 EV จะสามารถส่งมอบรถได้ในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ โดยมี 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น JAECOO 6 EV Long Range 2WD ราคาคาดการณ์ 1,099,000 บาท และรุ่น JAECOO 6 EV Long Range 4WD ราคาคาดการณ์ 1,249,000 บาท
และในอนาคตทางบริษัทก็เตรียมที่จะนำรถ JAECOO 7, 8 ซึ่งเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เข้ามาจำหน่ายในเร็วๆ นี้