Adidas กลับสู่เส้นทางที่เคยเป็นอีกครั้งหลังสะดุดช่วงใหญ่ เป็นผลจากการแยกทางกับ Kanye West แรปเปอร์ชื่อดังและแบรนด์ Yeezy ความสำเร็จล่าสุดเกิดจากรองเท้าผ้าใบยอดนิยมในอดีตกลับมาขายดีอีกครั้ง เป็นปัจจัยสำคัญหนุนผู้บริหารรุกด้วยรองเท้าคลาสสิกต่อเนื่อง
หลังช่วงไตรมาสแรก เดือนมีนาคม 2024 Adidas รายงานผลประกอบการประจำปี เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ออกมาขาดทุนพร้อมให้เหตุผลว่ามาจากสินค้าคงคลัง ส่วนใหญ่คือแบรนด์ Yeezy สูงถึง 5,540 ล้านดอลลาร์
3 เดือนให้หลัง สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน สินค้าคงคลังลดลงมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 4,454 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านชุดกีฬาของเยอรมันมีกําไรสุทธิ 223 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 117% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ปี 2013 Adidas แถลงความร่วมมือกับ Kanye West แรปเปอร์ชื่อดัง ตามด้วยการออกรองเท้าแบรนด์ Yeezy ซึ่งประสบความสำเร็จถล่มทลาย ช่วง 9 ปีของความร่วมมือทำรายได้ปีละประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่หลัง แยกทางเพราะแรปเปอร์ดังแสดงความเห็นเชิงลบต่อแบรนด์ทางโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนตุลาคม 2022 ยอดขายรองเท้าแบรนด์ดังกล่าวในสหรัฐตกลงทันที ไตรมาสล่าสุดตก 16% ยอดขายภูมิภาคอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน
Bjorn Gulden CEO Adidas ให้ข้อมูลว่า ไตรมาส 2/2024 ยอดขายรวมโตเป็นเลข 2 หลัก อัตรากําไรขั้นต้นพื้นฐานเพิ่มเป็น 50.5% ภายใต้ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทบผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ขาดทุน บริษัทยังคงใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้น 15% เป็น 770 ล้านดอลลาร์ การเพิ่มดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจรุกตลาดโลกต่อเนื่อง งบส่วนใหญ่ใช้กับแคมเปญ “You Got This” ในกีฬารายการสําคัญ เช่น ยูโร 2024 สเปนเป็นแชมป์ และโคปาอเมริกา อาร์เจนตินาเป็นแชมป์ ส่งผลให้ยอดขายเสื้อของทั้ง 2 ทีมที่บริษัทเป็นผู้ผลิตเพิ่มสูง
CEO เพิ่มเติมว่า Adidas พลิกฟื้นกลับมาได้ ปัจจัยสำคัญอีกเรื่อง คือการนำรองเท้ากีฬา 6 รุ่น ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต เป็นรองเท้าในหมวดไลฟ์สไตล์กลับมารุกตลาดอีกครั้ง เริ่มจาก
1. Samba เปิดตัวครั้งแรกในทศวรรษ 1950 ออกแบบมาเพื่อใช้ในการแข่งฟุตบอลในร่ม ล่าสุด รองเท้าวิ่งสีดำได้ รับรางวัล “Shoe Of The Year” จากสื่อ Footwear News นับเป็นรางวัลครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ครั้งหลังสุดที่เคยได้รางวัลนี้ต้องย้อนกลับไปที่รุ่น Yeezy Boost 350 ปี 2015
2. Gazelle รองเท้าหลากสีสัน เป็นรองเท้าซึ่งได้รับความนิยมสูงมากช่วงทศวรรษ 1960 ช่วงแรกเปิดตัวว่าเป็นรองเท้ากีฬา ต่อมาช่วง 1970 ได้รับความนิยมกว้างขวางในฐานะรองเท้าแฟชั่น
3. Campuses เปิดตัวทศวรรษ 1970 ในฐานะรองเท้าคลาสสิก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสินค้าหลักหมวดไลฟ์สไตล์
4. Superstar เดิมชื่อ Supergrip เปิดตัวในปี 1969 แรกเริ่มออกแบบมาเป็นรองเท้าบาสเกตบอล แต่ด้วยดีไซน์หัวรองเท้าแบบเปลือกหอย และ 3 แถบอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รับความนิยมในโลกกีฬาอย่างรวดเร็ว ต่อมากลายเป็นรองเท้าแฟชั่นยอดนิยม
5. Spezial เปิดตัวปี 2010 เป็นรองเท้าคลาสสิก เน้นความพิถีพิถัน ใช้วัตถุดิบพรีเมียม ผลิตจำนวนจำกัด
Samba Gazelle Campuses มียอดค้นหาสินค้าหมวดรองเท้าสูงสุดใน Google Searches ราคาขายอยู่ที่คู่ละ 90 ดอลลาร์ ส่วน Limited Edition คู่ละ 360 ดอลลาร์
ภาพรวมรายได้จากรองเท้าฟุตบอล รองเท้าวิ่งแข่ง รองเท้าบาสเกตบอล ฯลฯ เพิ่มขึ้น 17%
CEO Adidas กล่าวต่อไปว่า บริษัทกำลังเพิ่มการผลิตรองเท้าคลาสสิกช่วงทศวรรษ 1950-1970ทุกรุ่นที่นำมาจำหน่าย เพราะมีฟีดแบ็คดี ยอดขายเพิ่มจาก 2-3 แสนคู่ต่อเดือนช่วงต้นปีที่แล้ว เป็นหลายล้านคู่ต่อเดือนในปี 2024 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า สิ้นปีจะทำยอดขาย 1,600 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงยอดขายสูงสุดของแบรนด์ Yeezy เคยทำได้ที่ 1,800 ล้านดอลลาร์
ช่วงที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ด้านกีฬาทั้ง Adidas และ Nike ล้วนประสบปัญหายอดขายรองเท้ากีฬาตกต่ำเหมือนกัน ตัวอย่าง เช่น รองเท้ารุ่น Stan Smith สีขาวของ Adidas ถูกมองว่าล้าสมัย ส่วนความต้องการ Air Jordan 1 ของ Nike ลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Gulden กล่าวว่า Adidas กำลังวางแผนปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยจะเน้นให้ความสำคัญกับรุ่นคลาสสิกมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเทรนด์ปี 2025
ที่มา