งานสัมมนา
“1 ทศวรรษทีวีดิจิทัล” หัวข้อ : อนาคตโทรทัศน์เมื่อคนดูมีทางเลือก มีประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งก็คือพฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายในรอบหลายปีที่ผ่านมาซึ่งสงผลกระทบอย่างสาหัสต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่หลายปีก่อนทุกคนยังไม่สามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงนี้และต่างก็ทุ่มทุนประมูลช่องจนตัวเลขที่ส่งเข้ารัฐผ่านกสทช. พุ่งสูงขึ้นไปถึง 56,000 ล้านบาท
แต่เมื่อทุกค่ายได้ใบอนุญาตมาไม่นานก็พบว่าหลายอย่างที่เคยฝันหวานไว้ไม่ได้เป็นดังฝันเพราะในช่วงแรกผู้ประกอบการต้องเจอปัญหาเรื่องการกระจายกล่องรับสัญญาณที่ไม่ทั่วถึง ทำให้หลายบ้านไม่สามารถรับชมทีวีดิจิทัลครบทุกช่องได้
แต่สิ่งที่เข้ามากระทบกับผู้ประกอบการมากที่สุด นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลโดยเฉพาะกับการสื่อสารที่เร็วขึ้นจนเกิดเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งคอนเทนต์อย่าง Netflix, Disney+ hotstar, Prime Video, Viu, iQiyi ฯลฯ ขึ้นมาแย่งคนดูจากทีวีดิจิทัลไปเต็มๆ
ยังไม่รวมการได้รับความนิยมของโซเชียลมีเดียที่ทำให้ทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ของตัวเองได้ ซึ่งกลายมาเป็นคู่แข่งทางอ้อมที่ขโมยเวลาบนหน้าจนไปอีกมากมาย
ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ อุปนายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพแวดล้อมและEcosystem ของทีวีดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแต่การปรับตัวของแต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว
โดยตัวเลขอัพเดท พบว่า ในปัจจุบันคนไทยดูคอนเทนต์ผ่านดิจิทัลทีวีลดลงมาเหลือแค่ 15% ขณะที่การรับชมคอนเทนต์สตรีมมิ่งผ่าน OTT, IPTV และ PAYTV เพิ่มขึ้นมาเป็น 18.7% หรือแซงทีวีดิจิทัลไปแล้ว
ในส่วนของเม็ดเงินโฆษณา พบว่า ตัวเลขโฆษณาผ่านทีวีก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยปี 2023 มีตัวเลขลดลงอยู่ที่ 3% ขณะที่ตัวเลขโฆษณาเฉพาะที่มาจากคอนเทนต์ออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 13%
ตัวเลขที่น่าสนใจคือปัจจุบันทีวีดิจิทัลมี20 ช่องแต่ในสมาร์ทโฟนมีคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ประมาณ2 ล้านช่องเป็นทางเลือกให้คนดูซึ่งทำให้โครงสร้างของตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย
“เมื่อก่อนทีวีอยู่คู่ทุกบ้าน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว คนรุ่นใหม่แทบไม่ดูทีวีเลย โทรทัศน์ไทยถูกถ้าทายอย่างมาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมและเทคโนโลยี”

การเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่พัดเข้ามาจนทำให้มีผู้ประกอบการที่ไม่สามารถไปต่อและคืนใบอนุญาตแล้วทั้งสิ้น 7 ช่อง
ดร.สิขเรส ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระ กล่าวเสริมว่า ในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบและมีการเปลี่ยนแปลง พบว่าทีวียังคงไม่ตาย แต่ระบบ Ecosystem ของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งในประเทศไทยทีวีดิจิทัลยังถือว่าอยู่ในช่วงของการทรานส์ฟอร์ม ซึ่งต้องจับตาว่าทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและภาครัฐจะเลือกโมเดลไหนในการปรับตัว
ดร.สิขเรส ยังได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านในประเทศสหรัฐอเมริกาให้ฟังว่า ตลาดทีวีของอเมริกาในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมสูงสุด มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 47% โดยมาจากระบบ Broadcast 20.3% และระบบ Cable 26.7% แต่ในปัจจุบันระบบสตรีมมิ่งได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมาเป็น 41.4% โดย YouTube มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 10.4% และNetflix มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8.4% ซึ่งในสหรัฐมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการเปลี่ยนผ่านสู่ ATSC 3.0 ทำให้ผู้ประกอบการทีวีสามารถส่งคอนเทนต์ผ่านระบบสตรีมมิ่งได้เอื้ออำนวยให้เชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการพัฒนา FAST TV (Free Ad-Supported Streaming Television) เข้าไปเป็นทางเลือกในระบบสตรีมมิ่งเพื่อขยายกิจการของตัวเอง
ส่วนที่ประเทศอังกฤษทางผู้ประกอบการก็มีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม “Freely” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการออนแอร์ให้กับผู้ประกอบการทีวี
ในทางกลับกัน ประเทศเกาหลีใต้มีการวางนโยบายที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับ Netflix เพื่อหวังจะขยายคอนเทนต์โลคอลออกสู่ตลาดนานาชาติ โดยทาง Netflix มีการให้งบประมาณในการผลิตคอนเทนต์เพื่อให้อุตสากหรรมไปได้
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังสามารถประคองตัวอยู่ได้จนถึงปัจจุบันก็ยังมีเรื่องกังวลใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั่นก็คืออีกประมาณ 4 ปีกว่าๆ ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่ประมูลได้มาก็จะหมดอายุในเดือนเมษายน 2572
พบว่างานสัมมนาที่จัดขึ้นครั้งนี้มีตัวแทนของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมาร่วมงานมากมาย เพราะอยากที่จะรับฟังทิศทางของกสทช. ว่าจะหาทางออกกับกรณีนี้อย่างไร
สุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า เหลือเวลาอีก 4 ปีกว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุลง ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าก็คือผู้ประกอบการทุกคนต้องการความชัดเจนเพื่อจะได้วางแผนธุรกิจให้เหมาะสม
“ผมอยากจะฝาก กสทช. ว่า เราเหลืออีก 4 ปีกว่าใบอนุญาตจะหมดอายุ เราจะเอาอย่างไรกันดี? นี่คือปัญหาเฉพาะหน้าเพราะถ้าไม่ชัดเจน เราตั้งหลักไม่ได้ เวทีนี้ต้องมีคำตอบว่าหมดใบอนุญาตแล้วจะเอาอย่างไร
คำตอบที่น่าจะได้คือไม่น่าจะมีการประมูลอีกแล้ว เพราะทั่วโลกไม่ประมูล แต่ใช้การคัดเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามา”

นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้ารัฐเห็นด้วยกับการไม่ใช้วิธีประมูลใบอนุญาตสิ่งที่ต้องทำคือการแก้กฎหมายพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งจำเป็นต้องรีบหาข้อสรุปร่วมกันของภาครัฐกสทช. และผู้ประกอบการเพื่อเร่งแก้กฎหมาย เพราะเป็นเรื่องที่ใช้เวลา
“ถ้าแก้กฎหมายไม่ได้ก็ต้องประมูลระบบมันจะวนไปที่เดิม”
ทางด้านศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอนาคตของทีวีดิจิทัลในประเทศไทยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับชมมากขึ้นและทำให้ความนิยมในการดูทีวีดั้งเดิมลดลง
“ตอนนั้นปี 2556 สตรีมมิ่งก็เริ่มมาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้มาเทครายได้และแย่งคนดูไปมากขนาดนี้ ตอนนั้นสมาร์ททีวียังไม่มาด้วยแต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ส่วนจะแก้ปัญหาอย่างไร ในแง่ของผู้บริโภค ปัจจุบันคนดูมีทางเลือกเยอะดูผ่านคลื่น, ผ่านWiFi, ดูผ่านสายทำได้หมด ผ่านคลื่นก็ต้องดูทันที ดูย้อนหลังไม่ได้ ตอนนี้คนมีทางเลือกเยอะมาก สะดวกมาก เพราะว่ามีออนดีมานด์แล้วคนจึงดูผ่านคลื่นน้อยลงไป
อย่างที่ทราบ เมื่อสัญญาสัมปทานทีวีดิจิทัลหมดอายุลงในปี 2572 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการประมูลใบอนุญาตใหม่หรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรัฐบาลต้องพิจารณาถึงนโยบายที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม หากยังคงใช้การประมูล ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายเดิมก็มีโอกาสที่จะเข้าร่วมประมูลเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเหมือนเดิมตามปกติส่วนตัวยังมองว่าทีวีดิจิทัลไทยยังมีความจำเป็นเพราะมันคืออัตลักษณ์ของชาติที่ยังคงต้องรักษาไว้ แต่คำถามคือตอนนี้เรามีทางเลือกเยอะมาก”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องการวางมาตรการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม นพ.สรณ กล่าวว่า
“ถามว่าจะทำให้แฟร์อย่างไร คงต้องมีกฎหมายใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องมานั่งตกลงกันใหม่ หรือวางรูปแบบของการควบคุมใหม่ว่ามีอะไรที่เราทำร่วมกันได้ เพราะถึงตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีอะไรจะเปลี่ยนอีก เพราะตอนนี้ถามว่าเราสามารถไปครอบคุมสื่อใหม่ๆ ได้ไหมก็ไม่ได้”

ทางด้าน ดร.พิรงรอง รามสูตร กรรมการ กสทช. กล่าวถึงทิศทางทีวีดิจิทัลของไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า เราพยายามจะรักษา Linear แต่ตอนนี้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนเป็น Explorential แล้ว
ดร.พิรงรอง ยังได้ยกตัวอย่างฉากทัศน์ของอนาคตทีวีดิจิทัลไทยไว้ 3 แนวทางคือ
1. ทีวีไทยล่มสลาย : เนื่องจากรัฐไม่แทรกแซง ไม่ช่วยเหลือ หรือไม่มีมาตรการใดๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือแพลตฟอร์มระดับโลกจะเข้ามายึดตลาด ผู้บริโภคเปลี่ยนไปดูทีวีผ่าน OTT แทน ขณะที่ผู้ประกอบการทีวีเดิมสูญเสียรายได้โฆษณาและปิดตัวลง หากเป็นเช่นนั้นผู้มีรายได้น้อยและคนสูงวัย ซึ่งยังนิยมดูทีวีจะเสียสิทธิ์เข้าถึงบริการสาธารณะ
2. ทีวีไทยพอแข่งขันได้ (ระยะหนึ่ง) : โดยรัฐมีการเข้ามาแทรกแซงบางส่วน เช่น ออกกฎหมายกำกับดูแลและให้ความช่วยเหลือ รวมถึงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแพลตฟอร์ม OTT ระดับประเทศ คอนเทนต์ของทีวีดิจิทัลเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเหมือนประเทศมาเลเซีย กรณีนี้จะเกิดการแข่งขันและมีผู้ประกอบการจากหลายประเทศเข้ามาแข่งขัน
3. ทีวีไทยสู่แพลตฟอร์มระดับโลก : เป็นการปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งต้นน้ำกลางน้ำปลายน้ำ จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะและมีนโยบายแบบ Top-down จากภาครัฐอย่างชัดเจน เช่น Soft Power ที่มีการทำคอนเทนต์อย่างชัดเจน, มีการอัพเกรดมาตรฐานการผลิตคอนเทนต์ โดยมีการนำเอา AI มาใช้งาน และทางภาครัฐที่นอกจากจะให้การสนับสนุนแล้วยังจะต้องเข้ามาช่วยประสานงานระดับประเทศด้วย ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะจ้องมองไปถึงการต้องควบรวมกสทช. เข้ากับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน
ทางด้าน ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบมจ.เดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่อง ONE31 และ GMM 25 กล่าวว่า อนาคตของทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการต้องมองปัจจุบันและคาดการณ์อนาคตไปพร้อมๆ กันแต่เรื่องนี้ยากมากเพราะว่าไม่มีใครเดาได้
“ตอนนี้คนดูทีวีน้อยลง เปิดช่องทีวีที่เป็นโทรทัศน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนดูคอนเทนต์น้อยลงแต่อย่างใด คนไปดูแพลตฟอร์มอื่นๆ ปัจจุบันนี้คอนเทนต์ที่ตรวจสอบได้ เช่น ข่าวสารมีอยู่แค่ในช่องทีวีเท่านั้น ที่เหลือแทบจะเรียกว่าตรวจสอบไม่ได้เลย โซเชียลมีเดียเร็วกว่าก็จริง แต่ว่าบางทีก็ไม่แน่นอน ความสำคัญของทีวียังจำเป็นอยู่มาก ตอนนี้เราทำคอนเทนต์ เราต้องหาคอนเทนต์ที่ไปต่อตามช่องทางมีเดียต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น ทำละครทำอย่างไรให้อยู่ได้ในช่องทีวี และสามารถทำให้คนที่ไม่เปิดทีวีรับรู้และอยากไปตามดูย้อนหลังได้
เราไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ว่าเราต้องหาทางออก อย่างซีรีส์วายที่ออกอากาศ คนก็ยังดูผ่านทีวีเพราะว่ามันคีอระดับชาติที่ดูพร้อมกันและเกิดกระแสและเขาเอาไปต่อยอดได้ ส่วนตัวเราไม่ได้อยากไปควบคุมแต่เราอยากได้คำตอบว่าคนที่ลงทุนไปมหาศาลจะทำอย่างไรให้ยุติธรรม”