สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX กล่าวว่า ครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวมกว่า 19,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ายอดขายปีนี้ทั้งปีจะสามารถทำตัวเลขทะลุ เพดาน 40,000 ล้านบาทได้
“ตัวเลขครึ่งปีแรก เราจบที่ 19,000 ล้านบาท ถ้ารวมครึ่งปีหลังน่าจะทำให้ได้รวมเกิน 40,000 ล้าน เพราะสินค้า IT & Gadget ฤดูกาลขายส่วนใหญ่จะอยู่ไตรมาสที่ 3 และ 4 เนื่องจากมีสินค้าออกใหม่เป็น จำนวนมาก”
สุธิดา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดตัว iPhone 16 ซึ่งมีผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าเป็น จำนวนมาก ทำให้สินค้าของบริษัทขายหมดภายใน 15 นาที
ล่าสุด SYNEX ได้มีการจัดงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2024” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “36 YEARS OF SYNNEX: THE TIMELESS TRUST” ซึ่งเป็นอีเวนท์ใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรวบรวมดีลเลอร์และ พาร์ทเนอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาพบปะและอัพเดmเทรนด์เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น จากความต้องการสินค้า ไอทีครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะธีมที่กำลังมาแรงอย่าง AI กำลังได้รับความสนใจ และ เห็นภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดด เรียกได้ว่างานนี้ ยังเปิดโอกาสให้พาร์ทเนอร์และดีลเลอร์ได้ร่วมมือกันส่งมอบ เทคโนโลยีให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีมากขึ้นในอนาคต
“ตอนนี้สินค้ากลุ่ม AI มาแรงมาก เติบโตกว่า 10 เท่า ไตรมาส 4 นี้จะเริ่มส่งมอบสินค้ามากขึ้น สินค้ากลุ่ม AI คนไม่ได้เปลี่ยทันที แต่จะทยอยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ Wave นี้ยังคงแรกต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ยอมรับว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจยังไม่ดีมาก ทำให้บางคนเลือกที่จะเก็บเงิน ไม่เปลี่ยนสินค้า แต่ว่าบางตลาดผู้บริโภคก็ยอมเปลี่ยน เพราะสินค้า AI ไม่ได้แพงกว่าตัวเดิม ส่วน SYNEX เองก็เริ่มเอา AI มาปรับใช้เต็มรูปแบบแล้วเหมือนกัน”

สุธิดากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในครึ่งปีหลังเข้าสู่ไฮซีซั่นของสินค้าไอที เป็นช่วงที่หลายแบรนด์ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องมือสื่อสาร หรือเกมมิ่งก็ตาม และด้วยกลยุทธ์การ โฟกัสสินค้าไฮมาร์จิ้น การปรับพอร์ตสินค้าเพื่อกระจายความเสี่ยง และการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมความต้อง การของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเห็นสัญญาณบวกจากกำลังซื้อที่จะกลับมา ตลอดจนโครงการภาครัฐและเอกชนตาม การลงทุนด้านไอที และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะสนับสนุนในโค้งสุดท้ายของปีดีมานด์เข้ามามากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
สำหรับการเปิดตัวของแบรนด์แอปเปิ้ลกับสินค้าเรือธงรุ่น iPhone16 ที่กำหนดวางจำหน่ายวันแรกในวันนี้ (วันที่ 20 กันยายน 2567) ด้วยระบบการทำงานชิป A18 ที่รองรับการทำงาน Apple Intelligence แบบเหนือชั้น ประกอบกับเรายังคงเป็น Tier 1 ในการวางจำหน่าย ทำให้การสั่งซื้อสินค้าในปีนี้ดีมานด์อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าราคา จะมีการปรับลง แต่ด้วยปริมาณการสั่งซื้อที่มากขึ้น ประกอบกับจำนวนวันที่มีระยะเวลาขายที่มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา จะช่วยสนับสนุนรายได้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของ SYNEX เฉพาะสินค้าจากค่าย Apple เพียงแบรนด์เดียวก็น่าจะทำตัวเลขให้ SYNEX สูงถึง 15,000 ล้านบาทแล้ว
นอกจากนี้ ในกลุ่มสินค้าเกมมิ่ง ซินเน็คฯ นำเข้าสินค้าและจัดจำหน่ายครอบคลุมทุกแบรนด์ ย้ำการเป็น No.1 Gaming Distributor โดยสัดส่วนพอร์ตอันดับ 1 คือแบรนด์ Nintendo Switch และ Razer อีกทั้งยังมีแบรนด์ อื่นๆ ที่เตรียมเปิดตัวเขย่าวงการเกมให้ได้ติดตาม สนับสนุนรายได้ในกลุ่มเกมมิ่งให้คึกคัก พร้อมประกาศความเป็น ผู้นำเกมมิ่งดิสทริบิวเตอร์อันดับ 1 ในประเทศไทย

“SYNEX ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน ตอกย้ำองค์ 36 ปีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นำ AI เข้ามาสนับสนุน วางเป็นหนึ่งในโรดแม็บที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารและการเติบโตในองค์กรในโลกยุคที่เทคโนโลยี ก้าวล้ำไปไกลอย่างมากเราพร้อมนำเสนอสินค้ากลุ่มหลัก 4 กลุ่ม คือสินค้ากลุ่ม Communication สินค้ากลุ่ม Consumer สินค้ากลุ่ม Commercial และล่าสุดได้แยกสินค้ากลุ่ม Enterprise Solutions ออกมาเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจ เพื่อรับเทรนด์การเติบโตในอนาคต ส่งมอบบริการที่เหนือกว่าในฐานะ Service Provider และใช้ AI Powered Solution มาช่วยยกระดับการให้บริการกับลูกค้า และ Dealer ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Trusted by Synnex ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี”
ปัจจุบัน SYNEX มีดีลเลอร์อยู่ประมาณ 6,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งทาง SYNEX มองว่า ตลาดภูมิภาคยังมี โอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากดีลเลอร์ส่วนใหญ่จะทำธุรกิจแบบไฮบริด คือขายทั้งฝั่งคอนซูมเมอร์ และขายแบบ โปรเจ็กต์ ซึ่งหน้าที่ของ SYNEX คือจะต้องส่งทีมงานไปช่วยซัพพอร์ตการขายในส่วนของงานโปรเจ็กต์เพิ่มมากขึ้น
“ปีนี้บริษัทเน้นการลงทุน 2 เรื่องหลัก โดยใช้งบประมาณราว 30-40 ล้านบาท คือเรื่องการนำ AI เข้ามาใช้ งาน ซึ่งลงทุนไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท เรื่องที่ 2 คือการปรับปรุงคลังสินค้าให้ทันสมัย เน้นระบบและกระบวนการ ทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย"