2. ต้นทุนที่ยังยืนสูงการบริหารจัดการภายใต้ภาวะต้นทุนที่ยังยืนสูงไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า และต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต อาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ แม้ต้นทุนหลักของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร โดยเฉพาะค่าแพทย์พิเศษ ที่มีสัดส่วนกว่า 42% ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการที่ภาครัฐมีแนวทางที่จะปรับค่าจ้างขั้นเป็น 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 2567 แต่ธุรกิจยังต้องเผชิญกับต้นทุนค่ายาและเวชภัณฑ์ที่มีสัดส่วนประมาณ 24% ที่ทยอยปรับขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ซึ่งรวมไปถึงค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีสัดส่วนประมาณ 13% ซึ่งต้องยอมรับว่า “ค่าไฟฟ้า” ถือเป็นต้นทุนสำคัญของโรงพยาบาล เนื่องจากต้องที่มีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ป่วยใน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนั้น ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ยังยืนสูง กอปรกับต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต ส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การส่งผ่านต้นทุนยังทำได้จำกัด เนื่องจากมักถูกขอความร่วมมือจากภาครัฐไม่ให้ปรับขึ้นค่าบริการ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
3. เทคโนโลยีและเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ท้าทายสำหรับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน จากวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่มาให้บริการรักษาพยาบาลที่มีความซับซ้อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนไข้ว่าประเทศไทยมีเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่ให้ผลการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งมีคุณภาพการรักษาเทียบเท่าประเทศชั้นนำ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ ซึ่งการนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้ นอกจากจะมีต้นทุนที่สูงแล้ว การลงทุนเพื่อพัฒนาความพร้อมของบุคลากรก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป ภายใต้สถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ท้าทายที่ธุรกิจต้องหาแนวทาง และอัปเกรดองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
3 ประเด็นที่ต้องติดตาม1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่เป็นอีกหนึ่งกลุ่ม Medical Tourism ที่สำคัญ ซึ่งข้อมูลจากผลสำรวจโรงพยาบาลเอกชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ก่อนเกิดโควิด จีน ติด 1 ใน 3 อันดับแรก ของผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนของไทย โดยมีสัดส่วนประมาณ 14-16% ของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติรวม ซึ่งแม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะคลี่คลายลง แต่คาดว่าผู้ป่วยชาวจีนอาจจะยังไม่กลับเข้าสู่ระดับก่อนโควิดได้ใน 1-2 ปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ขยายตัวต่ำ ส่งผลให้ชาวจีนระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น กอปรกับต้นทุนในการเดินทางมายังต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ในระยะ 1-2 ปี ข้างหน้านี้เช่นกัน นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ขยายประกันสุขภาพครอบคลุมค่าทำ IVF และรักษาภาวะมีบุตรยากสำหรับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศ จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามว่าจะกระทบกับกลุ่มลูกค้า IVF ชาวจีนมากน้อยเพียงใด?
2. สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะปัญหาสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ส่งผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยมากนัก แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่ยังต้องจับตา เนื่องจากหากปัญหาความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบให้คนไข้กลุ่มตะวันออกกลางเดินทางมาไทยลดลง
3. นโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล จากกรณีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลล่าสุด เป็นประเด็นที่ต้องจับตาถึงความต่อเนื่องในการผลักดันนโยบาย Medical Hub ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมไปถึงการผลักดันนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และการลงทุนจากต่างชาติ ที่จะมีส่วนส่งเสริมให้จำนวนคนไข้ต่างชาติเพิ่มขึ้นในทั้งส่วนของกลุ่ม Medical Tourism และคนไข้กลุ่ม EXPAT
Summary- Krungthai COMPASS มองว่าเป็นธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยในปี 2567 คาดว่า ธุรกิจจะขยายตัวในกรอบ 8-12%YoY และมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 6-10%YoY ในปี 2568 โดยธุรกิจยังมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่งตามโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ยังส่งผลอยู่ ขณะที่การพัฒนาด้านการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งตามมาด้วยค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง หรือที่เรียกว่า การแพทย์มูลค่าสูง อาทิ การแพทย์แม่นยำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการฟื้นตัวเต็มที่ของกลุ่ม Medical Tourism
- กลุ่ม Medical Tourism ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของโรงพยาบาลเอกชน โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในระยะ 1-2 ปีนี้ รายได้จากคนไข้ต่างชาติของโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม Medical Tourism ยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มลูกค้าชาวอาเซียน จีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง ที่จะยังคงกลับมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพการรักษา ค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งมีมาตรฐานและบริการที่ดี พร้อมทั้งประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI มากถึง 50 แห่ง และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปี ข้างหน้า ทั้งนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยจะมีมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ในปี 2577 เติบโตเฉลี่ยปีละ 15.7% (CAGR ปี 2567-2577)
- 3 ปัจจัยท้าทายของธุรกิจ ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ได้แก่
1) การแข่งขันสูง จากผู้ประกอบการในประเทศทั้งรายเดิมและรายใหม่ และการแข่งขันจากการช่วงชิงการเป็น Medical Hub ของประเทศในภูมิภาค
2) ต้นทุนที่ยังยืนสูง ธุรกิจต้องเผชิญกับการบริหารจัดการภายใต้ภาวะต้นทุนที่ยังยืนสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า หรือต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต ที่อาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
3) เทคโนโลยีและเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ท้าทายสำหรับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน