LINE ประเทศไทย มีการจัดงาน THAILAND NOW & NEXT: Thriving through The Economic Instability สัมมนาธุรกิจครั้งใหญ่แห่งปี โดยรัฐธีร์ ฉัตรดำรงค์ศักดิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย เล่าว่าช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีเทรนด์การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงในสายตาของนักลงทุนและผู้บริโภค โดยมีสาเหตุหลักมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก อาทิ หนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90%, ภาคการเงินรัดกุมเรื่องการปล่อยสินเชื่อซึ่งส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจ, การแข็งค่าของเงินบาทที่สูงถึง 11% รวมถึงปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือที่เข้ามาเสริมความไม่แน่นอนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น เพราะกระทบการท่องเที่ยว และการเกษตร
ส่วนปัจจัยภายนอก อาทิ สงครามการค่าระหว่างจีนกับอเมริกา ทำให้จีนต้องผลักดันสินค้ามาทางกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น
“หลายปีที่ผ่านมา GDP ของไทยเติบโตแบบผันผวนจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ถึงแม้ในปี 2024 นี้ คาดว่าจะมีการฟื้นตัวด้วยอัตราการเติบโตประมาณ 2.3% ถึง 2.6% จากแรงสนับสนุนของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น หากแต่หนี้ครัวเรือนที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 90% รวมถึงปัจจัยลบภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก และการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนในภูมิภาคอาเซียน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหลายเหล่านี้ ชี้ว่าประเทศไทยรวมถึงธุรกิจต่างๆ กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งระดับมหภาคและจุลภาค”

รัฐธีร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความจงรักภัคดีต่อแบรนด์น้อยลงอย่างมาก ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ผ่าน Social Chat มากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างยอดขาย หรือ Conversion เสียเป็นส่วนใหญ่
“เมื่อก่อนแบรนด์นิยมใช้เพื่อสร้าง Brand Awareness แต่ช่วง COVID-19 หลายแบรนด์จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้น Conversion แต่ปัจจุบันหลายแบรนด์เริ่มเปลี่ยนมาผสมผสาน 2 อย่างรวมกัน โดยเฉพาะกับแบรนด์ใหญ่ และแบรนด์สินค้า Luxury ที่เริ่มเห็นว่ากลับมาเน้นแบรนด์ เพราะว่าถ้าเน้นโปรโมชั่นมากเกินไป ระยะยาวอาจจะเสีย Brand Loyalty ไป เพราะผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยนแบรนด์ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น สินค้าไพรเวท แบรนด์ของค้าปลีกที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่กลุ่ม SME ปัจจุบันยังเน้นเรื่องยอดขาย ยังไม่ได้โฟกัสเรื่องแบรนด์มาก
นอกจากนี้ยังพบว่าหลายแบรนด์เริ่มมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบข้ามเซ็กเมนต์มากขึ้น เช่น สินค้ากลุ่มแฟชั่นและบิวตี้ ที่เคยระบุกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรักสวยรักงามก็หันมาเลือกกลุ่มที่เป็นนักลงทุน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า”
ศรีสุภาคย์ อารีวณิชกุล ผู้อำนวยการธุรกิจองค์กร LINE ประเทศไทย ได้เผยถึงอินไซต์การใช้งานดาต้าบนแพลตฟอร์ม LINE ของธุรกิจต่างๆ ในไทยที่น่าสนใจตลอดช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเสริมกลยุทธ์ใหม่โดยใช้ดาต้า เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสามารถสรุปอินไซต์การปรับตัวที่เกิดขึ้นของแบรนด์เป็น 4 กลยุทธ์ด้วยกัน

1. ใช้ช่องทางโฆษณาแบบผสมผสาน โดยใช้ทั้งช่องทางโฆษณาแบบ Reservation เพื่อเข้าถึงระดับ Mass ควบคู่ไปกับช่องทางโฆษณาบน LINE Ads เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาได้ดีขึ้น
2. ใช้กลุ่มเป้าหมายใหม่ในการยิงโฆษณา โดยทดลองเลือกกลุ่มเป้าหมายในเซกเมนต์ใหม่ๆ นอกเหนือจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรงที่เคยเลือกใช้ เพื่อขยายฐานผู้มีแนวโน้มสนใจสินค้าของแบรนด์ได้กว้างและครอบคลุมขึ้น เช่น กลุ่มธุรกิจยานยนต์ ที่ลองขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ที่สนใจเรื่องแต่งงาน ครอบครัว หรือเสียงเพลง เป็นต้น
3. ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล 1st Party Data โดยใช้เครื่องมือ MyCustomer ทำหน้าที่เป็นถังเก็บ รวบรวม และบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อนำมาจำแนก แบ่งกลุ่มเป้าหมาย ในการสื่อสารและใช้ทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง อาทิ ธุรกิจกลุ่มการเงินและประกัน ที่มีการอัปเดตข้อมูลบัญชี การทำธุรกรรมต่างๆ ของผู้ใช้แต่ละราย หรือนำเสนอบริการอันหลากหลาย ให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนผ่าน LINE OA อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่แบรนด์ไม่มีข้อมูล 1st Party Data เป็นของตนเอง ก็สามารถใช้ Mission Stickers มาเป็นกลยุทธ์เสริมได้ อาทิ กลุ่มธุรกิจ FMCG และของใช้ส่วนตัว ที่ใช้ Mission Stickers ร่วมกับฟีเจอร์ ‘แบบสอบถาม’ ของ MyCustomer ในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคได้โดยตรง เป็นต้น
4. สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ด้วยการเอาดาต้ามาจำแนก แบ่งกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างประสบการณ์ นำเสนอคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่ม ตรงใจ ตรงการใช้งานจริงของแต่ละคน เช่น ธุรกิจยานยนต์ ที่มีการยิงโฆษณาด้วยเนื้อหาที่แตกต่างกันไปยังกลุ่มลูกค้าตามระดับความสนใจซื้อ ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจการเงิน ที่มีการแสดงผล Rich Menu บน LINE OA แตกต่างกันไปตามระดับสมาชิกของลูกค้าแต่ละคน เป็นต้น