กลุ่มเซ็นทรัลประกาศจับมือ PIFกองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบียเพื่อร่วมลงทุนในกิจการของ กลุ่มเซลฟริดเจสทั้งหมดแทนที่กลุ่มซิกน่า(Signa)โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60และPIFถือในส่วนที่เหลือร้อยละ40ภายหลังจากที่ PIF ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดในธุรกิจกลุ่มเซลฟริดเจสต่อจากกลุ่มซิกน่า
ความร่วมมือครั้งนี้รวมถึงเงินลงทุนก้อนใหม่ที่กลุ่มเซ็นทรัลและPIF ร่วมกันอัดฉีดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและการต่อยอดทางธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสในอนาคตด้วย โดยดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์หลังจากได้รับการอนุมัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มเซลฟริดเจสเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรูชั้นนำของยุโรปมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 18 สาขาใน 3 ประเทศได้แก่ห้างสรรพสินค้าเซลฟริดเจส (Selfridges) สหราชอาณาจักร (ซึ่งรวมถึงอาคารและที่ดินของสาขาถนนออกซ์ฟอร์ด (Oxford Street) แฟลกชิพสโตร์ที่เป็นแลนด์มาร์คของย่านช้อปปิ้งอันโด่งดังของกรุงลอนดอน และสาขาแมนเชสเตอร์เอ็กซ์เชนจ์สแควร์ (Manchester Exchange Square) ห้างสรรพสินค้าดีแบนคอร์ฟ (de Bijenkorf) ประเทศเนเธอร์แลนด์ห้างสรรพสินค้าบราวน์โทมัส (Brown Thomas) และอาร์นอตส์ (Arnotts) ประเทศไอร์แลนด์พร้อมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการในรูปแบบออมนิแชนแนล (Omnichannel) ที่ผสมผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “จากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่เราได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจในการบริหารห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเซลฟริดเจสวันนี้นับเป็นข่าวดีอีกครั้งที่เราจะผนึกกำลังร่วมกับPIF เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับกลุ่มเซลฟริดเจสมากยิ่งขึ้น
PIF คือพันธมิตรที่เราเลือกให้มาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจอันทรงคุณค่าแห่งนี้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าประสบการณ์การลงทุนระดับโลกของ PIF เมื่อผสานกับประสบการณ์และความชำนาญของกลุ่มเซ็นทรัลในธุรกิจค้าปลีกระดับลักชัวรี่ ทั้งด้านการบริหารจัดการสินค้าและการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆจะทำให้ธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนในยุโรปเป็นส่วนสำคัญในการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่เชื่อมต่อโลกค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูของกลุ่มเซ็นทรัล”

กลุ่มเซ็นทรัลเริ่มลงทุนในกิจการกลุ่มเซลฟริดเจสตั้งแต่ปี 2565 และได้ผลักดันธุรกิจให้พร้อมรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นการปรับโฉมล่าสุดของ SelfridgesBeauty Hall สาขาถนนออกซ์ฟอร์ด ให้กลายเป็น “Beauty Destination of the Future” ที่ผสานนวัตกรรมและบริการล้ำสมัยเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัวหรือการปรับปรุงและเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูที่ชั้น G ห้างบราวน์ โทมัส กรุงดับบลินและแผนกสินค้าชาย ห้างดี แบนคอร์ฟกรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหล่าเซเลบริตี้และนักช้อปผู้หลงใหลในแบรนด์ดัง โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มเซลฟริดเจสสร้างยอดขายได้กว่า 2,800 ล้านปอนด์ หรือกว่า125,000 ล้านบาท
อาณาจักรห้างสรรพสินค้าหรูในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัลในปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้น40สาขา อยู่ใน 34เมืองท่องเที่ยวชั้นนำใน 7 ประเทศ*โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดสามารถสรุปได้ตามลำดับเวลาดังนี้- กรกฎาคม 2567กลุ่มเซ็นทรัลเข้าซื้ออาคารและที่ดินของห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน จากบริษัทซิกน่า ไพร์ม ซีเลคชั่น เอจี เปลี่ยนสถานะจากผู้เช่าเป็นผู้ให้เช่า และเข้าซื้อสินทรัพย์ของกลุ่มคาเดเว พร้อมจัดตั้งบริษัทใหม่ KaDeWe GmbH (คาเดเว จีเอ็มบีเอช) ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าหรูทั้งสามแห่งในเยอรมันแต่เพียงผู้เดียว ได้แก่ คาเดเว กรุงเบอร์ลินโอเบอร์โพลลิงเกอร์ เมืองมิวนิกและ อัลสแตร์เฮ้าส์ เมืองฮัมบูร์ก
- สิงหาคม2567กลุ่มเซ็นทรัลลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อและเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวในกิจการบริหารห้างสรรพสินค้าโกลบุส (Globus) ทั้ง9 สาขาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์(ทั้งนี้ในส่วนบริษัทที่ถือครองและบริหารอาคารและที่ดินห้างโกลบุส (Property Company)กลุ่มเซ็นทรัลยังคงถือหุ้นร้อยละ 50 เช่นเดิม)
- กันยายน 2567กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับPIF กองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบียลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อกิจการกลุ่มเซลฟริดเจส (Selfridges Group) จากผู้ถือหุ้นเดิมคือกลุ่มซิกน่า (Signa) ได้แก่ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้า (Operating Company) และบริษัทที่ถือครองและบริหารอาคารและที่ดิน (Property Company) โดยกลุ่มเซ็นทรัลถือหุ้นร้อยละ60 และกองทุน PIF ถือหุ้นร้อยละ 40ในส่วนของกลุ่มซิกน่าเดิมทั้งสองบริษัท

- ธุรกิจในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันมีใน 7 ประเทศโดยการลงทุนใน 6 ประเทศเป็นการลงทุนส่วนตัวโดยตรงของกลุ่มเซ็นทรัลไม่เกี่ยวข้องกับ บมจ. เซ็นทรัลรีเทล (CRC) และ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) แต่อย่างใด คือ
- สหราชอาณาจักร: ห้างสรรพสินค้าเซลฟริดเจส (Selfridges)
- ประเทศเนเธอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าดี แบนคอร์ฟ (de Bijenkorf)
- ประเทศไอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าบราวน์ โทมัส (Brown Thomas) และ อาร์นอตส์ (Arnotts)
- ประเทศเยอรมนี: ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เมืองมิวนิก และอัลสแตร์เฮ้าส์(Alsterhaus) เมืองฮัมบูร์ก
- ประเทศเดนมาร์ก:ห้างสรรพสินค้าอิลลุม (Illum)
- และประเทศ สวิตเซอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าโกลบุส (Globus) และ โกลบุสฟู้ดฮอลล์ (Globus Food Hall)
- ส่วนการลงทุนในประเทศอิตาลี แบ่งเป็น
- บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) เป็นเจ้าของ (100%) ในส่วนของ บริษัทที่บริหารห้าง สรรพสินค้ารีนาเซนเตทั้ง 9 สาขา
- กลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของ (100%) เฉพาะในส่วนบริษัทที่ถือครองและบริหารอาคารและที่ดิน 2 สาขา คือ สาขาโรม ทริโทเน่ (Rome Tritone) และสาขาตูริน (Turin)

PIFคือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพื่อการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจให้กับซาอุดีอาระเบีย
ในฐานะนักลงทุนระดับโลก PIF มุ่งแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อเร่งการเติบโตและการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ที่จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ปี 2560PIF ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทไปแล้ว 95 แห่ง และอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนให้กับท้องถิ่นต่างๆ ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านริยาล หรือกว่า1.5 ล้านล้านบาท
จากการลงทุนเชิงกลยุทธ์และการเป็นพันธมิตรกับภาครัฐและเอกชนของซาอุดีอาระเบียPIF กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และวางรากฐานสำหรับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศในการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศซาอุดีอาระเบีย