กลุ่มเซ็นทรัล คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพให้เห็นถึงการสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจผ่านการมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับตัวเอง อย่างการเข้าไปลงทุนซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าในยุโรป ที่มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงโอกาสในการสร้างการเติบโตในตลาดค้าปลีก Luxury
การเข้าสู่ Luxury Retail Market อย่างเต็มรูปแบบนั้น มีการมองหาตลาดต่างประเทศ และเห็นศักยภาพ และ Opportunity ของตลาดยุโรปที่เป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก มีความโดดเด่นในเรื่องของสินค้าลักชัวรี่ และเป็น Tourist Destination ดังนั้นในปี 2554 เซ็นทรัล รีเทล จึงได้เข้าไปลงทุนที่ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซึ่งเป็นห้างที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลี และมีประวัติอันยาวนานกว่า 160 ปี
ก่อนที่จะตามติดด้วยการเข้าซื้ออิลลุม (Illum) ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเดนมาร์กในอีก 2 ปีถัดมา คือปี 2556 และในเวลาไม่นานนักก็ได้เข้าร่วมลงทุนเพื่อเข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าดังระดับพรีเมียมในประเทศเยอรมนี 3 แห่ง ได้แก่ คาเดเว (KaDeWe), โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) และอัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus) โดยจับมือร่วมทุนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของยุโรป ซิกน่า (SIGNA) ซึ่งเวลานั้น กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลเข้าถือครองหุ้นในสัดส่วน 50.1% ของกลุ่มคาเดเว (The KaDeWe Group) ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าทั้ง 3 แห่งดังกล่าว และซิกน่าจะถือครองหุ้นในสัดส่วน 49.9%

ทำให้ปัจจุบัน ธุรกิจในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันมีใน 7 ประเทศ โดยการลงทุนใน 6 ประเทศ เป็นการลงทุนส่วนตัวโดยตรงของกลุ่มเซ็นทรัล ไม่เกี่ยวข้องกับ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล (CRC) และบมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) แต่อย่างใด และอาณาจักรห้างสรรพสินค้าหรูในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัลในปัจจุบัน มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 40 สาขา อยู่ใน 34 เมืองท่องเที่ยวชั้นนำใน 7 ประเทศ ไล่ตั้งแต่
1.สหราชอาณาจักร: ห้างสรรพสินค้าเซลฟริดเจส (Selfridges)
2.ประเทศเนเธอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าดี แบนคอร์ฟ (de Bijenkorf)
3.ประเทศไอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าบราวน์ โทมัส (Brown Thomas) และอาร์นอตส์ (Arnotts)
4.ประเทศเยอรมนี: ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เมืองมิวนิก และอัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus) เมืองฮัมบูร์ก
5.ประเทศเดนมาร์ก: ห้างสรรพสินค้าอิลลุม (Illum)
6.ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์: ห้างสรรพสินค้าโกลบุส (Globus) และโกลบุสฟู้ดฮอลล์ (Globus Food Hall)

ส่วนการลงทุนในประเทศอิตาลีกับห้างรีนาเชนเตนั้น มีบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) เป็นเจ้าของ (100%) บริหารห้างสรรพสินค้ารีนาเซนเตทั้ง 9 สาขา โดยกลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของ (100%) เฉพาะในส่วนบริษัทที่ถือครองและบริหารอาคารและที่ดิน 2 สาขา คือสาขาโรม ทริโทเน่ (Rome Tritone) และสาขาตูริน (Turin)
โดยนอกจาก รีนาเซนเต ในอิตาลี ที่เซ็นทรัล รีเทลเข้าไปเป็นเจ้าของแบบ 100% แล้ว ยังมีห้างอิลลุม ในเดนมาร์ก ห้างคาเดเว เยอรมนี และห้างโกลบุส ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่กลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของแบบ 100% เต็ม
แม้บางประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลยังไม่ได้ครอบครองหุ้นแบบ 100% แต่ก็ถือครองหุ้นส่วนใหญ่เอาไว้ในมือ อย่างล่าสุด ที่กลุ่มเซ็นทรัลประกาศจับมือ PIF กองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบีย เพื่อร่วมลงทุนในกิจการของกลุ่มเซลฟริดเจสทั้งหมดแทนที่กลุ่มซิกน่า (Signa) โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และ PIF ถือในส่วนที่เหลือร้อยละ 40 ภายหลังจากที่ PIF ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดในธุรกิจกลุ่มเซลฟริดเจสต่อจากกลุ่มซิกน่า
ความร่วมมือนี้รวมถึงเงินลงทุนก้อนใหม่ ที่กลุ่มเซ็นทรัล และ PIF ร่วมกันอัดฉีดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และการต่อยอดทางธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสในอนาคตด้วย โดยดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์หลังจากได้รับการอนุมัติ ตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มเซลฟริดเจสเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรูชั้นนำของยุโรป มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 18 สาขา ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซลฟริดเจส (Selfridges) สหราชอาณาจักร (ซึ่งรวมถึงอาคารและที่ดินของสาขาถนนออกซ์ฟอร์ด (Oxford Street) แฟลกชิพสโตร์ที่เป็นแลนด์มาร์คของย่านช้อปปิ้งอันโด่งดังของกรุงลอนดอน และสาขาแมนเชสเตอร์ เอ็กซ์เชนจ์ สแควร์ (Manchester Exchange Square) ห้างสรรพสินค้า ดี แบนคอร์ฟ (de Bijenkorf) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ห้างสรรพสินค้า บราวน์โทมัส (Brown Thomas) และอาร์นอตส์ (Arnotts) ประเทศไอร์แลนด์ พร้อมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการในรูปแบบออมนิแชนแนล (Omni-channel) ที่ผสมผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “จากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่เราได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีอำนาจในการบริหารห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเซลฟริดเจส วันนี้นับเป็นข่าวดีอีกครั้งที่เราจะผนึกกำลัง ร่วมกับ PIF เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับกลุ่มเซลฟริดเจสมากยิ่งขึ้น
“PIF คือพันธมิตรที่เราเลือกให้มาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจอันทรงคุณค่าแห่งนี้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าประสบ การณ์การลงทุนระดับโลกของ PIF เมื่อผสานกับประสบการณ์และความชำนาญของกลุ่มเซ็นทรัลในธุรกิจค้าปลีกระดับลักชัวรี่ ทั้งด้านการบริหารจัดการสินค้าและการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนในยุโรป เป็นส่วนสำคัญในการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาค ที่เชื่อมต่อโลกค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูของกลุ่มเซ็นทรัล”
กลุ่มเซ็นทรัลเริ่มลงทุนในกิจการกลุ่มเซลฟริดเจสตั้งแต่ปี 2565 และได้ผลักดันธุรกิจให้พร้อมรับการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง เช่น การปรับโฉมล่าสุดของ Selfridges Beauty Hall สาขาถนนออกซ์ฟอร์ดให้กลายเป็น “Beauty Destination of the Future” ที่ผสานนวัตกรรมและบริการล้ำสมัยเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว หรือการปรับปรุงและเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูที่ชั้น G ห้างบราวน์ โทมัส กรุงดับบลิน และแผนกสินค้าชาย ห้างดี แบนคอร์ฟ กรุงอัมสเตอร์ดัม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหล่าเซเลบริตี้และนักช้อปผู้หลงใหลในแบรนด์ดัง โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มเซลฟริดเจสสร้างยอดขายได้กว่า 2,800 ล้านปอนด์ หรือกว่า 125,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจก็คือแต่ละห้างที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปซื้อนั้น กลุ่มเซ็นทรัลมีการปรับกลยุทธ์พร้อมทรานส์ฟอร์มจากการเป็น Traditional Store ให้กลายเป็น Luxury Store ที่เป็น Iconic Landmark และเป็นจุด “Must-visit” ของนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นศูนย์กลางแห่งตลาดลักชัวรี่ระดับโลก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างครบวงจร โดยจุดเด่นอย่างหนึ่งของแต่ละห้างก็คือต่างมีทำเลที่ตั้งอยู่ใน Strategic Location ของแต่ละเมือง
โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งคาเดเว อิลลุม โกลบุส และห้างสรรพสินค้าในยุโรปทุกแห่งด้วยความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกและบริการ รวมถึงการเติมแบรนด์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อความครบวงจร ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการนำศักยภาพอันโดดเด่นของห้างในแต่ละประเทศ มาส่งเสริมต่อยอดธุรกิจให้เติบโตก้าวไกลไปด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับพนักงาน พันธมิตร และลูกค้าทุกคน
การเข้าไปซื้อกิจการห้างในยุโรป ทำให้วันนี้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดห้างสรรพสินค้าที่มีเครือข่ายสาขากระจายครอบคลุมประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก....