หากมองเข้ามาที่ตลาดสินค้า Luxury ของบ้านเราแล้ว ข้อมูลที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg พบว่า สินค้าหรูหราในไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.6 แสนล้านบาท คาดว่าจะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 5.62% จนถึงปี 2571 ใกล้เคียงกับตลาดสินค้าหรูหราในสิงคโปร์ ที่ตอนนี้มีมูลค่า ราว 1.4 แสนล้านบาท
ที่น่าสนใจก็คือบ้านเราสามารถแซงหน้าสิงคโปร์และฮ่องกง ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกต่อจากยุโรป และอเมริกา ในแง่ของยอดขายรวม
เมื่อมองมาที่ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ยักษ์ใหญ่อย่างสยามพิวรรธน์ กลุ่มเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือ 3 ผู้เล่นหลักที่ทำตลาดนี้ โดยที่ผ่านมา การทำตลาดของ Luxury แต่ละแบรนด์ ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของการเปิดช็อป แบรนด์ของตัวเองในศูนย์การค้า
ความน่าสนใจของตลาดส่วนหนึ่งจึงน่าจะอยู่ที่การขยับตัวของกลุ่มเซ็นทรัล ที่นอกจากจะมีศูนย์การค้าในเครืออย่าง เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ที่อันหลังนี้บริหารโดยเซ็นทรัลพัฒนา แล้วการรีโนเวทห้างเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ในเครือของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ในรูปโฉมใหม่ที่เป็นห้างสรรพสินค้า Luxury ก็คืออีกการฉีกรูปแบบการทำตลาดสินค้า Luxury ที่เป็นการนำเสนอประสบการณ์ในการช้อปสินค้ากลุ่มนี้ในรูปแบบของห้างสรรพสินค้า จากความคุ้นเคยในรูปแบบของช็อปแบรนด์ มาสู่การช้อปแบบไม่มีเส้นแบ่งของสินค้า Luxury หลากหลายแบรนด์ที่ถูกนำมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน
กลุ่มเซ็นทรัลมีแฟลกชิพ ลักชัวรี่ สโตร์หลายแห่งในยุโรป อาทิ เซลฟริดเจส ประเทศอังกฤษ, รีนาเชนเต ประเทศอิตาลี, คาเดเว, โอเบอร์โพลลิงเกอร์, และอัลสแตร์เฮ้าส์ ประเทศเยอรมนี, โกลบุส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, อิลลุม ประเทศเดนมาร์ก, ดีแบนคอร์ฟ ประเทศเนเธอร์แลนด์, บราวน์ โทมัส และอาร์นอตส์ ประเทศไอร์แลนด์ เป็นต้น
ทำให้กลายเป็นอีกจุดแข็งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในแง่ของการมีซัพพลายเชนของกลุ่มสินค้า Luxury ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าแบรนด์ Luxury ที่พร้อมจะนำมาช่วยต่อยอดในการทำตลาด โดยเฉพาะกับการนำ Best Practice ที่เคยใช้ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ในการทำตลาดในเซ็นทรัล ชิดลมโฉมใหม่

แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการก้าวขึ้นมาเป็นลักชัวรี่ แฟลกชิพ สโตร์อีกแห่งของกลุ่มเซ็นทรัลที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มความเป็น Shopping Destination ของกรุงเทพฯ ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
โดยเซ็นทรัล รีเทลมีการทุ่มงบ 4,000 ล้านบาท ปรับโฉมเซ็นทรัล ชิดลม ห้างที่ถือเป็นแฟลกชิพสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลที่ทำยอดขายอันดับ 1 มาตลอด 50 ปี โดยห้างเซ็นทรัลสาขานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เพราะเป็นห้างแฟลกชิพของเซ็นทรัลมาตั้งแต่ปี 2517 หรือตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา
ไม่เพียงมีทำเลเชิงกลยุทธ์ใจกลางเมืองที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นห้างสรรพสินค้าในรูปแบบ “One-Stop-Shopping” แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีพัฒนาการผ่านยุคสมัยและอยู่คู่กับลูกค้าและวงการค้าปลีกไทยมากว่า 5 ทศวรรษ
ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับจากการเป็นห้างระดับพรีเมียมสู่การเป็นลักชัวรี่ ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์อย่างเต็มรูปแบบ โดยการปรับครั้งนี้ของเซ็นทรัล รีเทลต้องการให้เซ็นทรัล ชิดลมก้าวขึ้นไปเป็น The Store of Bangkok ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ บรรยากาศ และการเติมเต็มสินค้าในกลุ่มลักชัวรี่เข้ามา โดยมีพื้นที่สำหรับสินค้ากลุ่มลักชัวรี่ถึง 1 Floor เต็ม ที่ให้ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างจากการช้อปสินค้าลักชัวรี่ในบ้านเราที่ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปแบบของแบรนด์เข้ามาเปิดช็อปเองในศูนย์การค้า
เป็นการมอบประสบการณ์การช้อปที่สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าหลากหลายแบรนด์แบบโอเพ่น ซึ่งถือเป็นอีกรูปแบบการช้อปที่น่าจะสามารถเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของนักช้อปได้
ความพิเศษของห้างเซ็นทรัล ชิดลม คือการเป็นเดสทิเนชั่นที่รวบรวมหลากหลายแบรนด์ไว้ในที่เดียว มีการคัดสรร แบรนด์สินค้าอย่างพิถีพิถัน พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าโดยคำนึงถึงระดับราคาและจุดยืนของแบรนด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างเหนือระดับและตอบโจทย์ลูกค้าของห้างเซ็นทรัล ชิดลม
โดยจะให้พื้นที่สำหรับชั้นที่ 1 ทั้งชั้นสำหรับสินค้าลักชัวรี่ ให้เป็น Luxe Galerie ที่อัดแน่นด้วยบูทีคของแบรนด์ชั้นสูงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Balenciaga, Bottega Veneta, Burberry, Celine, Chanel, Dolce & Gabbana, Emilio Pucci, Fendi, Gucci, Kenzo, Loewe, Louis Vuitton, Missoni, Miu Miu, Prada, Roger Vivier, Saint Laurent และ Versace
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีพื้นที่ที่เป็น Shoes Avenue พื้นที่สำหรับคอลเลคชั่นรองเท้าแบรนด์หรูที่สามารถเลือก และลองรองเท้าจากแบรนด์ลักชัวรี่ได้หลากหลายแบรนด์ ครบทุกสไตล์ในพื้นที่เดียว Bottega Veneta, Burberry, Christian Louboutin, Coperni, Cult Gaia, Dolce & Gabbana, GCDS, Gucci, Isabel Marant, Jimmy Choo, Marni, Prada, Proenza Schouler, Roger Vivier, Sergio Rossi, Sophia Webster, Tod's, Tom Ford, Tory Burch, และ Vivienne Westwood โดยจะมีแบรนด์ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Giuseppe Zanotti, Mach & Mach, Rene Caovilla, The Attico เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมี World of Beauty: Beauty Galerie (บิวตี้ แกลเลอรี่) โฉมใหม่ที่หรูหราและที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. ครบครันด้วยผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ความงามระดับโลกกว่า 150 แบรนด์ พร้อมด้วยบูติกจากบิวตี้แบรนด์ระดับโลก อาทิ Chanel, Dior, La Mer และ Gucci ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์พิเศษเพื่อมอบประสบการณ์ด้านความงามอย่างที่เหนือระดับ และมีแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีจำหน่ายเฉพาะที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม เช่น Augustinus Bader และ Officine Universelle Buly นอกจากนี้ยังมีพื้นที่พิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิค รวมถึงผลิตภัณฑ์ความงามเฉพาะกลุ่ม (Niche Beauty) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกชมและเลือกช้อปผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการได้อย่างง่ายดาย
สินค้าในกลุ่มลักชัวรี่ บิวตี้ นี้ กำลังมีเทรนด์การเติบโตที่ดีในทั่วโลก ล่าสุด รีนาเชนเต ห้างระดับลักชัวรี่ของเซ็นทรัล รีเทลในอิตาลี ก็มีการประกาศเดินหน้าลงทุนขยายพื้นที่ในส่วนนี้ ด้วยการสร้าง Rinascente Odeon Beauty Hall ที่มิลาน อิตาลี เพื่อให้เป็น Destination ใหม่ที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใครในอิตาลี
โครงการดังกล่าวนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Kryalos SGR ในฐานะผู้จัดการกองทุน Aedison Fund และ รีนาเชนเต (Rinascente) ด้วยมูลค่ามากกว่า 40 ล้านยูโร มีกำหนดเปิดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2570 โดยรีนาเชนเตจะใช้ความเป็นเจ้าตลาดในด้าน HOUSE OF BRANDS อย่างเต็มที่ ในการสร้างศูนย์กลางแห่งประสบการณ์เหนือระดับ (Experiential Hub) บนพื้นที่มากกว่า 3,000 ตารางเมตร ที่จะนำเสนอความงามในทุกรูปแบบ ไล่ตั้งแต่การมีแบรนด์ชั้นนำมากกว่า 300 แบรนด์ ทั้งเครื่องสำอาง สกินแคร์ น้ำหอม และบิวตี้บาร์ บริการห้องทรีตเมนต์บริการการแพทย์ด้านความงามชั้นสูง และการเปิดตัวสินค้าและกิจกรรมสุดพิเศษ
โดยรีนาเชนเต โอเดโอน (Rinascente Odeon) จะดึงดูดผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 3 ล้านคน โดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้กว่า 80 ล้านยูโรตั้งแต่ปีแรกที่เปิดดำเนินการ และนอกจากด้านความงาม ภายใน Odeon Beauty Hall ยังมีพื้นที่โซนอาหารมากกว่า 700 ตารางเมตร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ครบครัน และเชื่อมโยงกับส่วนอาคารหลักได้อย่างสมบูรณ์แบบ สอดคล้องกับจุดยืนในการเป็น Media Company
ก่อนหน้าการปรับโฉมเซ็นทรัล ชิดลมจะเป็นสาขาที่ทำยอดขายอันดับ 1 ให้กับห้างเซ็นทรัลมาตลอด โดยท็อป 5 ของสาขาที่มียอดขายสูงสุดต่อจากสาขาชิดลมก็คือเซ็นทรัล เวิลด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล บางนา และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยเซ็นทรัล ชิดลม ก่อนหน้านั้นจะเป็นห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียม การรีโนเวทในครั้งนี้จะมีการยกระดับให้เป็นห้างลักชัวรี่แห่งแรกของเซ็นทรัลในบ้านเรา ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มให้ถนนสุขุมวิท กลายเป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งสินค้าลักชัวรี่ของกรุงเทพฯ ที่ไล่ตั้งแต่ย่านสยาม ราชประสงค์ ชิดลม เพลินจิต ไปจนถึงย่านพร้อมพงศ์

สินค้ากลุ่มลักชัวรี่มีการเติบโตค่อนข้างดี นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่คนไทยไม่สามารถเดินทางไป ช้อปสินค้ากลุ่มนี้ในต่างประเทศได้ ทำให้ลักชัวรี่แบรนด์เองหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดในไทย โดยมีทั้งการทำลอยัลตี้โปรแกรม เพื่อกระตุ้นให้คนไทยที่มีกำลังซื้อดีมีการช้อปสินค้าลักชัวรี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเทรนนิ่งพนักงานขายให้สามารถมอบบริการที่ประทับใจ และการนำเสนอสินค้าในคอลเลคชั่นใหม่ๆ โดยเลือกเมืองไทยเป็นอันดับต้นๆ ในการเปิดตัวสินค้า
ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มนี้มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้ในปัจจุบันการเติบโตจะมีตัวเลขไม่สูงเท่าช่วงโควิด แต่ก็ยังคงมีเทรนด์การเติบโตที่ดี ประกอบกับบ้านเรากลายเป็น Shopping Destination ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งการยกระดับห้างเซ็นทรัล ชิดลมให้เป็นลักชัวรี่ ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ จึงเป็นการเข้าไปสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ที่สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของค้าปลีกบ้านเราได้อย่างลงตัว
ที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าของเซ็นทรัล ชิดลม 80% จะเป็นลูกค้าคนไทย อีก 20% เป็นต่างชาติ ที่น่าสนใจก็คือจำนวนลูกค้าคนไทยจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับปานกลางถึงสูง 60% และอีก 20% จะเป็นนักช้อปที่เป็นกลุ่มเจน Z ซึ่งเซ็นทรัล ชิดลมเอง ต้องการสร้างการเติบโตในกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว โดยมองถึงการเติบโตของยอดขายในกลุ่มนี้ 30% หลังการ รีโนเวท โดยก่อนหน้าการปรับใหญ่นั้น เซ็นทรัล ชิดลมมีทราฟฟิกหรือคนเข้ามาเดินต่อปีอยู่ที่ 9 ล้านคน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 15,000 บาท หลังการรีโนเวท ต้องการเพิ่มทราฟฟิกอีกประมาณ 20%
ถือเป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว...