และแล้วก็ถึงเวลาอัปเกรดความรู้! กับ Empowering Thai SMEs : Rethink, Reskill, Reinvent เสริมพลัง SMEs ไทย : คิดใหม่ อัปสกิล ปรับตัว งานสัมมนาสุดปังที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง BrandAge กับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป
ภายในงานนอกจากจะมีบูธ SMEs ที่ทั้งคุ้นตาและแปลกใหม่แล้วทุกคนยังได้กินขนมอร่อยๆ และดื่มน้ำหวานให้ชื่นใจ พร้อมกับตกตะกอนแนวคิดใหม่ๆ จาก 9 เจ้าของแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะทีมสร้างแบรนด์จากแรงบันดาลใจอย่าง The Rolling Pinn, Romeo & Julieta’s, Plantae, Beanbag อัปสกิลด้วย MarTech เสริมอาวุธให้ SMEs ให้โตไวโดยทีม Buzzebees ยกระดับสินค้าชุมชนขึ้นห้าง เช่น Coco Thumb และ TROPICANA และยังมีทีมแบรนด์เล็กสู่แบรนด์ดัง ปังไม่ธรรมดา อย่าง YUEDPAO, SOS และ Moshi Moshi อีกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว!
ซึ่งในวันนี้ BrandAge Online จะพาทุกคนไปเจาะแนวคิดจากคุณแหม่ม - วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ภายใต้หัวข้อ Rethink and Reskill 360º ธุรกิจค้าปลีกไทย ได้ความรู้จากแม่ทัพทีมการตลาดแห่งเดอะมอลล์ กรุ๊ป แบบเต็มๆ

“ในฐานะที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นผู้นําด้านการค้าปลีกที่ผลักดัน SMEs มากว่า 40 ปี เราเชื่อว่าการที่เราเป็นทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าค้าปลีก และยังเคยเป็น SMEs ด้วยทำให้เราเป็นเหมือน Marketplace พื้นที่ที่จะพาผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน ตอนนี้เราได้มอบพื้นที่ให้ SMEs ได้ทำกิจกรรมทดลองตลาด เพื่อให้พวกเขาสามารถนำ Feedback จากลูกค้าไปพัฒนาสินค้า ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เราเชื่อว่า SMEs อาจจะขยายไปเป็นแบรนด์ระดับนานาชาติได้เช่นกัน” คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าว
สำหรับสิ่งที่ The Mall มองว่าเป็นความท้าทายสำหรับ SMEs ในฐานะศูนย์การค้า คือภาวการณ์ที่ทำให้การทำธุรกิจเปลี่ยนไป Business Environment ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สังเกตได้ว่าสมัยก่อนเราจะมีแผนการดำเนินธุรกิจแบบปีต่อปี แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแบบเดือนต่อเดือน เพื่อให้ง่ายต่อการดัดแปลงให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภค จึงไม่แปลกที่คนทำงานต้องปรับวิธีคิดตามไปด้วย เช่น การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาช่องทางการขายใน E-Commerce, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในเวทีโลกที่ดูเหมือนจะไกลตัว แต่ผลกระทบอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด

คุณวรลักษณ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงการอำนาจการค้าระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก ซึ่งประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่มาก ยังคงต้องอาศัยการส่งออกสินค้าและแรงผลักดันอีกหลายอย่างจากทั้ง 2 ขั้วกลายเป็นโจทย์สำหรับผู้ประกอบการในการหาวิธีเอาตัวรอดในสมรภูมิโลกธุรกิจ และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการแข่งขัน
ต่อมาคือ Challenges Facing SMEs สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญ แม้แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เกิดปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อได้ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวตามความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค พร้อมกับสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ใน e-commerce อีกอย่างคือหาวิธีรับมือกับแรงกดดันเรื่องความยั่งยืนที่มาจากผู้บริโภคหากค่อยๆ ทำโดยไม่ฝืนตัวเองจนเกินไปสักวันก็จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว
“การทำธุรกิจให้ยั่งยืนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเลิกใช้ถุงพลาสติกแต่อย่างใด แต่เราจะ Contribute อย่างไร เมื่อมีข้อกฎหมายเกี่ยวกับความยั่งยืนออกมา แล้วผู้ประกอบการจะหาวิธี Embrace กฎหมายนี้เข้าไปในการทำธุรกิจอย่างไร มีการบริหารต้นทุนแบบไหน ประหยัดอย่างไรได้บ้าง” คุณวรลักษณ์ กล่าวเสริม
หากย่ำอยู่กับที่ก็ไม่มีทางอยู่รอดในสนามรบนี้ได้ จึงต้องมี “กุญแจสำคัญในการอยู่รอด” 3 อย่างที่จะช่วยให้ SMEs ไปต่อได้ในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน ลำดับแรก 1. ความว่องไวในในการปรับแผนธุรกิจ 2. การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการลูกค้าและสุดท้าย 3. ใช้ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ระยะยาว การทำอะไรแบบฉาบฉวยไม่ส่งผลดีต่อใครเลย

ทำไม SMEs ต้องเปลี่ยนวิธีคิด? WHY SMEs SHOULD RETHINK?
อย่างไรก็ตาม คุณวรลักษณ์ย้ำว่าสิ่งที่กำลังพูดอยู่ในขณะนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่นภายในเดือน 2 เดือนก็ได้ ในอดีตบ้านเรามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาช้อปปิ้งกันเยอะก็จะมีวิธีการขายของแบบหนึ่ง หากวันหนึ่งกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนเป็นคนอินเดีย วิธีการขายก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบ แต่ไม่ได้เปลี่ยน 100% เสียทีเดียว เพียงแค่ปรับวิธีการเพื่อรักษากลุ่มลูกค้าเดิม 70% และอีก 30% เข้าไปเสิร์ฟฐานลูกค้าใหม่ เทคนิคนี้ใช้ได้กับทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คนต่างเพศต่างฐานะ และผู้บริโภคต่าง Generation โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มก้าว
เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้นจะขอกล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในบ้านเราตอนนี้ เช่น ชนชั้นกลางให้ความสำคัญกับสะดวกสบายและการยกระดับคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่นิยมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคนเกษียณเน้นสินค้าและบริการด้านสุขภาพไปจนถึงการออกแบบโดยคำนึงถึง Universal Design ที่สามารถใช้รถเข็นได้มากขึ้น SMEs จึงต้องลองมองมุมกลับปรับมุมมองพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มว่าเราจะหยิบกลุ่มมาสร้างโอกาสในการทำธุรกิจ
“จริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่เรามองข้าม ถ้าในอนาคตมีจำนวนคนแก่ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น จะเดินช้าลง หรือใช้เวลาช้อปปิ้งสั้นลงไหม เราในฐานะ Marketplace สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการบริการให้เขาอย่างไรบ้าง”
การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เช่นกัน SMEs ต้องนำ AI, CRM และเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การนำข้อมูลลูกค้ามาเสิร์ฟความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม (Personalize Marketing) ในขณะเดียวกันก็วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูแนวโน้มโอกาสการเติบโตของแบรนด์ว่าจะไปในทิศทางไหนได้บ้าง
หรือถ้ามีปัจจัยกระทบต่อการเติบโตจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความต้องการของตลาดจึงสำคัญ เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจด้วยการค่อยๆ ขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาเซียน และกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
