ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงวิกฤตโลกระบาด และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราทุกคนได้ตระหนักว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการทำให้ตัวเรามีความพร้อมสำหรับอนาคต (Future-ready) และสิ่งนี้เองก็ไม่ได้จำกัดหรือเป็นแค่เรื่องคนที่ทำธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของทุกคน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว ผลกระทบย่อมส่งถึงทุกภาคส่วน จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ

ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด เป็นหนึ่งในตัวแทนจากภาคเอกชนของไทยที่มีโอกาสได้ร่วมแสดงบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลก โดยได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของภาคธุรกิจในอนาคต และเข้าร่วมเสวนาในเวทีสำคัญ เช่น สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งเป็นพื้นที่รวมผู้นำและนักคิดจากทั่วโลก เพื่อหาคำตอบต่อปัญหาและอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ รวมถึงเวทีหารือระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (High-Level Political Forum) และการประชุมสุดยอดแห่งอนาคต (Summit of the Future) ขององค์การสหประชาชาติ จากเวทีเหล่านี้ คุณอาร์มได้เน้นย้ำว่า การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย พร้อมทั้งตระหนักว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรแยกออกจากการพัฒนาสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยปิยะชาติได้รวบรวมข้อคิดสำคัญจากเวทีสำคัญใหญ่ๆ ระดับในโลกปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเตรียมความพร้อมให้เราทุกคนก้าวสู่ปี 2025 อย่าง Future-ready และร่วมสร้าง Future of Growth ผ่าน 3 ประเด็นหลักที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน ดังนี้

1. อนาคตเศรษฐกิจ –AMGFC24, World Economic Forum
ในฐานะสมาชิกของ The Future of Energy Transition Council ภายใต้ Global Future Councils ของสภาเศรษฐกิจโลก คุณอาร์มได้รับเชิญเข้าร่วมงาน Annual Meeting of the Global Future Councils 2024 (AMGFC 24) ซึ่งรวมตัวผู้เชี่ยวชาญกว่า 500 คนจาก 30 สภาเฉพาะทาง (Thematic Councils) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดแนวทางการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก หัวใจของการประชุมครั้งนี้คือการแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มใหม่ (Emerging Trends) และสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น (Scenarios) ที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต พร้อมทั้งหารือถึงแนวทางการเร่งผลักดันการดำเนินการที่จับต้องได้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งภาพรวมอนาคต (Future Landscape) จากการประชุมแสดงให้เห็นว่า โลกกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคที่ความท้าทายทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด และความจำเป็นในการสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม การเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการขับเคลื่อนโลกในอนาคต ระบบเศรษฐกิจจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลที่สมดุลยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของการเติบโต

2. อนาคตคุณภาพชีวิต –UNGA79, United Nations
แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรระยะยาวขององค์การสหประชาชาติ ทั้งในประเทศไทยและเวทีระดับโลก ให้ความสำคัญกับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 79 (UNGA 79) ซึ่งถือเป็น Milestone สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของแบรนดิในฐานะผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน คุณอาร์มได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Peace and Security Issues ซึ่งมุ่งเน้นถึงความสำคัญของการควบคุมความขัดแย้งที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ การปล่อยให้ความขัดแย้งลุกลามโดยไม่สามารถจัดการได้ จะก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงมหาศาล ทั้งในแง่ทรัพยากรที่สูญเสียและโอกาสที่พลาดไป เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างกรอบการทำงานเพื่อจัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสันติภาพ ซึ่งคุณอาร์มชี้ให้เห็นว่า การสร้างอนาคตคุณภาพชีวิตที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เป็นรากฐานของความไม่มั่นคง

3. อนาคตสิ่งแวดล้อม – COP29, United Nations Framework Convention on Climate Change
ในฐานะผู้ผลักดันแนวคิด 3P (Profit, People, Planet) แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม COP 29 ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นไปที่ การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภพภูมิอากาศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมคือการหาข้อสรุปสำหรับกระบวนการ NCQG (New Collective Quantified Goal on Climate Finance) เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ เร่งดำเนินการตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สำหรับประเทศไทยเองก็มีแผนปรับปรุงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC: Nationally Determined Contributions) ซึ่งกำหนดจะประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ ในปี 2025 ที่จะถึงนี้เช่นเดียวกัน แผนดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศระดับโลก แต่ยังเป็นตัวอย่างของความรับผิดชอบ (Accountability) และความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งเป็นรากฐานที่ช่วยให้เป้าหมายเชิงนโยบายสามารถแปลงสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ ปิยะชาติเน้นย้ำเสมอว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากการเติบโตของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้และภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญที่ต้องก้าวขึ้นมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และอีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะก้าวสู่ปี ค.ศ. 2025 นั่นแปลว่าเราเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงควรมีการสร้างแรงจูงใจ (Incentivize) เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการนำศักยภาพหรือทรัพยากรทางการเงินของภาคเอกชนมาสนับสนุนการพัฒนา ไม่จะว่าจะเป็นการมีนโยบายที่เอื้ออำนวย การให้สิทธิประโยชน์ หรือการสร้างโอกาสทางธุรกิจในด้านที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และกุญแจสำคัญที่สุดในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้นั้น คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) ที่จะเป็นกลไกในการผลักดันให้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเกิดขึ้นจริง และนำไปสู่ Future of Growth ที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับทุกคน