มีตัวเลขที่น่าสนใจจากกรมสุขภาพจิตชุดหนึ่งรายงานว่า สถิติการฆ่าตัวตายของประเทศไทยในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกันยายน 2566 คนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายถึง 5,172 คน หรือเท่ากับ 7.94 ต่อแสนประชากร เฉลี่ยวันละ 14 คน หรือเสียชีวิต 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือถ้าลงลึกไปเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจะพบว่าหลังช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่, สงกรานต์ เส้นกราฟของการพยายามฆ่าตัวตายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจากพฤติกรรมของผู้สูงอายุทั่วโลกจะเป็น Passive คือไม่อยากไปไหน แต่มักจะรอให้ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นกลับมาเยี่ยมบ้าน ในขณะที่ลูกหลานพยายามส่งเสริมให้เป็น Active คือออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านแต่ไม่มีเวลาให้
เมื่อความต้องการสวนทางกับความเป็นจริงบ่อยครั้งเข้าก็กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นมา
ที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี รวมไปถึงพฤติกรรมและค่านิยมของผู้คน
กลับมาที่แวดวงธุรกิจ ความเครียดจากสภาพเศรษฐกิจหลัง COVID-19 ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนักทำให้หลายองค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายที่มาจากปัญหารอบด้าน อาทิ ปัญหาตัวเลขรายได้ ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยในองค์กร ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ฯลฯ

เมื่อทุกอย่างหลอมรวมเข้าหากัน ในจังหวะเดียวกันก็กลายเป็นสิ่งที่มาบั่นทอนจิตใจคนวัยทำงาน ทั้งฝั่งเจ้าของธุรกิจไปจนถึงพนักงานทุกระดับ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขเปอร์เซ็นต์การ Turn Over ของคนในองค์กรสูงขึ้นอย่างมาก
การที่คนไทยทุกเพศทุกวัยต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล ทั้งชีวิตส่วนตัวและเรื่องงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งการป่วยจากปัญหาสุขภาพจิตขึ้นเป็นเงาตามตัว
มากจนกระแสสังคมเริ่มเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Well-being มากขึ้น
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์ FutureTales Lab by MQDC อธิบายความหมายของ Wellbeing ว่าเป็นเรื่องของ “สุขภาวะ” หรือความสุขในชีวิต ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายที่กว้าง กล่าวคือ องค์ประกอบของการสร้างสุขภาวะที่ดีนั้นมีปัจจัยสำคัญหลายแกน อาทิ สุขภาวะทางกาย, สุขภาวะทางจิต, สุขภาวะทางสังคม, สุขภาวะทางการเงิน ไปจนถึงสุขภาวะทางปัญญา
เมื่อถูกถามถึงเรื่องการวัดระดับความสุขสามารถทำได้ในเชิงวิชาการหรือไม่ ดร.การดี กล่าวว่า ทาง FutureTales Lab มีการใช้ 10 Dimensions of Wellbeing เป็นเครื่องมือในการวัดผล (อ่านเพิ่มในล้อมกรอบ) ซึ่งเครื่องมือนี้ถูกใช้เป็น Guideline ตั้งต้น เพื่อที่จะไม่ไปโฟกัสแต่ในเรื่องสุขภาวะทางร่างกาย หรือสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการมองแบบองค์รวมทั้ง 10 องค์ประกอบ
“เรามองว่า 10 ข้อเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนา Wellbeing ในสโคปที่เราสนใจโดยเน้นที่บ้าน, องค์กร และชุมชน ซึ่งแต่ละจุดจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามบริบทเพื่อให้คนตระหนักรู้ และทราบความเสี่ยง จริงๆ Wellbeing เริ่มตั้งแต่ระดับบุคคล ระหว่างบุคคล หรือ Interpersonal ไปจนถึงระดับองค์กร พบว่า องค์กรหรือสถานศึกษาที่ดีสามารถเป็น Hero ได้ เพราะว่าคนเขามาทํางานกันตลอด หรือว่าในส่วนของโรงเรียนก็เด็กๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเยอะ”

ดร.การดี อธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้ามองจาก 10 องค์ประกอบก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลต่อสุขภาวะอย่างมาก โดยเฉพาะกับเรื่อง Financial Wellbeing
“Financial Wellbeing ของคนไทยน่าเป็นกังวล เราได้ข่าวว่าหนี้ที่มีปริมาณสูง ถ้าเราเคยได้ยินว่าหนี้ครัวเรือนประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์คือหนี้ในระบบ ถ้ารวมหนี้นอกระบบวันนี้ก็น่าจะเป็นร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP ด้วยซ้ำไป เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก”
วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ นักวิจัยด้านการคาดการณ์อนาคตอาวุโส ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales Lab by MQDC กล่าวเสริมว่า จุดแข็งของคนไทยมาจากมิติ Social Well-being เพราะคนไทยอยู่รวมกันแบบ Community ที่ส่งเสริมในเรื่องของ Interaction กันในสังคม Culture ของพวกเราเหนียวแน่น
ทุกวันนี้ Wellbeing ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตก็คือ 3 Step ของการพาคนไทยไปสู่เป้าหมาย เริ่มจากการรับรู้, ตระหนัก และลงมือทำนั้น ในแต่ละพื้นที่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่
วิพัตรา กล่าวว่า “เรื่องการรับรู้ของคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจแล้วว่า Wellbeing นี้สําคัญ แต่การตระหนักรู้พบว่าจริงๆ ยังมีเฉพาะคนเมืองคือคนที่ไม่ใช่คนในเมืองอาจจะเคยแค่ได้ยิน อาจจะเคยฟังในคลาสเรียนเท่านั้นแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร ส่วนระดับ Action จะเริ่มในบางกลุ่ม ยังไม่ได้เกิดเป็นกระแสว่าจะต้องทําอย่างไรให้เกิดสิ่งนี้”

มาถึงหัวใจสำคัญ คือโอกาสทางธุรกิจกับเทรนด์ Wellbeing ดร.การดี อธิบายว่า ถ้ามองในมิติ Live, Work, Learn, Play & Sustainable แต่ละด้านก็จะมี Keyword สําคัญและหมายถึงโอกาสทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น Live อาจจะหมายถึงเรื่องของผู้คน Value of Wellbeing ผู้ประกอบการจะต้องรู้ว่าผู้คนให้ความสําคัญกับเรื่องอะไรก่อน เพราะถ้ารับรู้ว่าสุขภาวะที่ดีของกลุ่มเป้าหมายคืออะไร จะเห็น Opportunity ตามมาอีกมากมาย เช่น การทำ Personalized Healthcare หรือการกระจายโหนดของการดูแลสุขภาพ
ต้องยอมรับว่าธุรกิจที่ได้รับผลพลอยได้จากเทรนด์ Wellbeing มากที่สุดก็คือ Health & Wellness
Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่า ธุรกิจ Wellness ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Wellbeing มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปจนถึง 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 โดย GWI แบ่งกลุ่มธุรกิจสร้างความสุข Wellness ออกเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญๆ คือ
1. Personal Care & Beauty ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตัวเอง, ความงาม
2. Healthy Eating, Nutrition, Weight Loss ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
3. Physical Activity ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย ฟิตเนส และกายภาพ
4. Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
การได้รับความนิยมของทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจที่กล่าวมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการชาวไทยในการสร้างอาชีพและรานได้ทั้งสิ้น

ในตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผู้ประกอบการที่สามารถไขว่คว้าโอกาสจากเทรนด์ Well-being ได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น กลุ่มรีสอร์ตแอนด์สปา
ชรินทิพย์ ตียาภรณ์ เจ้าของร่วมพิมาลัย รีสอร์ทแอนด์สปา รีสอร์ทระดับ 5 ดาวบนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ กล่าวว่ารีสอร์ตส่วนใหญ่จะมีการออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูงเป็นจุดขาย ซึ่งเหมาะกับ Wellness Tourism อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเพิ่มเติมเข้าไปก็คือการคิดกิจกรรมให้กับแขกที่เข้าพักในลักษณะของการทำ Customized เช่น เพิ่มอาหารสุขภาพเพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น เพราะ Health & Wellness แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกินแบบคีโต บางคนต้องการโปรตีนเยอะๆ
ชรินทิพย์ ย้ำว่า เทรนด์ Wellness Tourism ไม่ได้มีเฉพาะกับคนไทย แต่เป็นเทรนด์ที่มาพร้อมกันทั่วโลก ดังนั้นถ้าหากใครปรับตัวตามได้ทันก็หมายถึงโอกาสในการที่จะได้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเหมือนกับที่พิมาลัยทำสำเร็จมาแล้ว

สำหรับประเทศไทยยังมีอีกกลุ่มธุรกิจที่สามารถผลักดันให้ขึ้นมาเป็นกระแสหลักได้นั่นก็คือธุรกิจนวดและ สปาที่มีเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาเป็นจุดขาย
SCB EIC รายงานว่า หลัง COVID-19 มีกลุ่มธุรกิจที่เติบโตมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแล รักษา และป้องกันสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจเวชศาสตร์ป้องกัน, ธุรกิจแพทย์ทางเลือก เช่น แพทย์แผนไทย, ธุรกิจด้านสุขภาพจิต เช่น จิตแพทย์ นักจิตบำบัด บริการปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์, ธุรกิจ Wellness Real Estate
ถ้าดูโอกาสตามอุตสาหกรรม ธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ก็ถือเป็นอีกอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์นี้ไปเต็มๆ
การสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตอันจะนำพาไปสู่ Well-being นั้น ต้องเริ่มต้นมาจากภาครัฐที่จะต้องทำหน้าที่พัฒนาพื้นเมือง ชุมชน สถานที่สาธารณะให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่ในส่วนของเอกชนพื้นที่อย่าง Third Place ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมืองที่สำคัญไม่แพ้กัน
ดังนั้น ห้างสรรพสินค้า, สถานศึกษา, สถานที่ทำงาน อาคารต่างๆ ก็สามารถหยิบฉวยประโยชน์จากความต้องการเหล่านี้มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า ช่วง 4-5 ปีมานี้ การพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการเกือบทุกรายต่างให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางด้วยการเติมความเป็นธรรมชาติเข้าไป เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจตามเทรนด์ความต้องการพื้นที่สีเขียวที่มากขึ้นนั่นเอง
ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันผู้ประกอบการทุกรายต่างให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ และกิจกรรมที่ส่งเสริมความสุขของลูกบ้านในทุกช่วงวัย ทั้งคนรุ่นเก่าและกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตสมัยใหม่ โดยคำนึงถึงมพื้นที่พักผ่อน สร้างสรรค์ กิจกรรมนันทนาการ ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือโครงการ The Forestias ของ MQDC
The Forestias เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ใช้เงินลงทุนมากกว่า 125,000 ล้านบาท บนพื้นที่เกือบ 400 ไร่ ซึ่งทาง MQDC ตั้งใจให้โครงการนี้ส่งเสริมให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสุขภาพดี
MQDC เชื่อว่าสุขภาวะที่ดีของครอบครัว เริ่มต้นจากความใกล้ชิดกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นโครงการที่อยู่อาศัยใน The Forestias ทุกโครงการจะเน้นออกแบบให้สมาชิกในครอบครัวซึ่งมีความแตกต่างในเรื่องของเจนเนอเรชั่นสามารถอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข ด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่คนทุกวัยมาใช้งานร่วมกันได้

อีกหนึ่งโครงการที่มีการวางเฟรมการออกแบบดีไซน์ให้เข้ากับพฤติกรรมคนในปัจจุบัน คือใส่ใจเรื่อง Wellbeing ก็คือ โครงการ Dusit Central Park
ละเอียด โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ Dusit Central Park กล่าวว่า Dusit Central Park วางแนวทางการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้คนที่อยู่อาศัยในโครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เช่น ใช้ระบบการกรองอากาศ HEPA Filter กรองอากาศในอาคาร 2 ชั้น เพื่อลดฝุ่น กระจกกรอบอาคารหนา 3 ชั้น ป้องกันแสง UV และความร้อน วัสดุผนัง พื้นที่ดูดซับเสียง ลดเสียงรบกวนจากภายนอก
ที่ยกตัวอย่างมานี้ คือบางส่วนของโอกาสในทางธุรกิจหรือเป็นฝั่งหน้าบ้านของ Wellbeing เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าสโคปของ Well-being นั้นครอบคลุมเกือบจะทุกด้านของชีวิตคนเรา
Global Wellness Institute แบ่งประเภทของเศรษฐกิจสุขภาวะไว้ 11 ด้าน ซึ่ง BDMS ได้นำแนวโน้มเหล่านี้มาวิเคราะห์ศักยภาพของไทย
1. Mental Wellness รายได้ปี 2566 22,500 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย12.8%
2. Physical Activity รายได้จากปี 2566 113,400 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย 6.7%
3.Wellness Real Estate รายได้ปี 2566 17,800 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย 17.4%
4. Workplace Wellness รายได้ปี 2566 3,700 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย2.9%
5. Wellness Tourism รายได้ปี 2566 415,000 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย16.6%
6. Spa Economy รายได้ปี 2566 53,840 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย8.3%
7. Thermal / Mineral Springs รายได้ปี 2566 673 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย14.3%
8. Healthy Eating, Nutrition and Weight Loss รายได้ปี 2566 308,900 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย 6.8%
9. Personal Care and Beauty รายได้ปี 2566 242,000 ล้านบาท ปี 2022 – 2027เติบโตเฉลี่ย 5.7%
10. Preventive and Personalized Medicine and Public Health รายได้ปี 2566 91,500 ล้านบาท ปี 2022 – 2027เติบโตเฉลี่ย 1.6%
11. Traditional and Complementary Medicine รายได้ปี 2566 118,000 ล้านบาท ปี 2022 – 2027 เติบโตเฉลี่ย 8.2%

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้องค์กรธุรกิจหันมาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ Wellbeing ในที่ทำงาน ซึ่งอาจจะดูเหมือนเป็นงานหลังบ้าน แต่จริงๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ในส่วนของ Work Place พบว่าบรรยากาศที่เหมาะสมในสำนักงานสามารถเพิ่ม Productivity ของคนทํางานได้อย่างมหาศาล ซึ่ง Productivity ของคนทํางานก็จะสะท้อนไปถึงเรื่องของต้นทุน รายได้ และผลกําไรขององค์กร
องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยรายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่เพียงกระทบต่อเฉพาะบุคคล แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด โดยภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไปประมาณ 1.2 หมื่นล้านวัน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง Wellbeing ในที่ทำงานนั้นยังเป็นเรื่องที่ห่างไกล เพราะลำพังกับสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หลายองค์กรแค่คิดเรื่องเอาธุรกิจให้รอดในแต่ละเดือนก็หมดเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น Wellbeing ใน Work Place จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน
คำตอบอยู่ที่ Purpose ของผู้นําสูงสุดว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพียงใด