ตลาด LGBTQ+ หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) เริ่มเติบโตและเป็นที่พูดถึงมานาน หลายปี โดยปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีจำนวน 5-10% ของประชากรโลก มีกำลังซื้ออยู่ที่ 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนใน ไทยมีกลุ่ม LGBTQ+ กว่า 6 ล้านคน มีกำลังซื้อรวมอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท
แต่จากนี้ต่อไปตลาดนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีปัจจัยหลัก ที่เป็นตัวกระตุ้นก็คือกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 กลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายใหม่ของประเทศไทยในฐานะเป็นชาติแรกในอาเซียนและเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่ตามมาอีกเป็นจำนวนมาก
การท่องเที่ยวซึ่งเดิมทีก็เป็นเครื่องจักรทำเงินให้ไทยเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว Access Partnership ซึ่งเป็นบริษัท ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะคาดว่า กฎหมายฉบับใหม่ของไทยจะสร้างแรงงานเต็มเวลาให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประมาณ 76,000 ตำแหน่ง เพื่อรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 10% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2,000 ล้าน เหรียญสหรัฐต่อปีภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้จีดีพีโดยรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้น 0.3%
นับเป็นตัวเลขมหาศาล เพราะอย่าลืมว่ากฎหมายนี้ไม่เพียงแต่จะมีผู้มาเยือนเป็นคู่รักเพศเดียวกันและแขกใน งานแต่งงานของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมาจากชุมชน LGBTQ+ ที่แสวงหาแหล่งพักผ่อนที่เป็นสถานที่ที่พวกเขาได้สัมผัสกับ การยอมรับที่แท้จริง ที่สำคัญนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อสูง ชอบเดินทางท่องเที่ยว และสัมผัสประสบการณ์ที่หลาก หลาย
แล้วยิ่งไทยมีความสะดวกในการเข้าประเทศผ่านข้อตกลงที่ไม่ได้ใช้วีซ่า ค่าใช้จ่ายคุ้มค่าในการเดินทางเมื่อเทียบ กับประเทศอื่น ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นได้อย่างสะดวก ย่อมเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เทคะแนนมาที่ไทยมากขึ้น
ต่อมาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพ ธุรกิจเช่าชุดแต่งงานจะมี ดีมานด์ที่มากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จากข้อมูลของ Wonders and Weddings คาดการณ์ว่ายอดการจองการจัดงาน แต่งงานจะเพิ่มขึ้น โดยยอดการจองของกลุ่ม LGBTQ+ คิดเป็น 25% จากยอดจองทั้งหมด ซึ่งเวลานี้ก็มีหลายๆ องค์กร LGBTQ+ รวมถึงภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม เริ่มทยอยประกาศจัดงานวิวาห์หมู่สำหรับ คู่รักเพศเดียวกันกันบ้างแล้ว
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจสุขภาพและความงาม ซึ่งกลุ่มหลากหลายทางเพศมีความรักสวยรักงาม ให้ความสำคัญใน การดูแลรักษาตัวเองเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะการผ่าตัดแปลงเพศ

กลุ่มก้อนของ LGBTQ+ ที่มีสเกลใหญ่มากขึ้นยังเข้ามาเปลี่ยน Landscape ในอีกหลายธุรกิจเช่นกัน ซึ่งเราจะ เห็นได้ชัดในธุรกิจประกันภัยและธุรกิจการเงิน หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้สนับสนุนให้คู่รักหลากหลายเพศได้รับสิทธิ์ ในการดูแลชีวิตของคู่รัก สิทธิ์ในการดูแลจัดการสินทรัพย์ของคู่สมรส การเป็นตัวแทนทางกฎหมายและการสามารถรับ มรดกจากคู่สมรส ทำให้คู่รัก LGBTQ+ สามารถทำประกันชีวิตให้กันและสามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์ หรือสร้างความ มั่นคงในฐานะครอบครัว ซึ่งตรงนี้ก็ยังเชื่อมโยงมาถึงโอกาสในธุรกิจอสังหา เพราะกลุ่ม LGBTQ+ สามารถกู้เงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกันโดยมีกฎหมายรองรับอีกด้วย ก็จะเกิดโปรดักต์บ้านที่ดีไซน์ฟังก์ชันเพื่อเจาะตลาด LGBTQ+ มากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น Landscape ในธุรกิจบันเทิงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยคาดว่าค่ายผลิตคอนเทนต์ต่างๆ จะหันมา ผลิตซีรีส์วายและ Girls Love มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมละครและภาพยนตร์ไทยเติบโตอย่างมาก นอกจากนี้ยัง เป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจด้านอื่นๆ เช่น ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ธุรกิจให้คำปรึกษาและการวางแผนครอบครัวสำหรับคู่รัก หลากหลายเพศ ธุรกิจสันทนาการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอีเวนต์ ออร์แกไนเซอร์ ซึ่งคาดว่าจะสร้าง Big Impact ให้กับประเทศไทย
แล้วอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่พูดถึงไม่ได้ก็คือการเสนอตัวให้ภูเก็ตเป็นเจ้าภาพงาน InterPride World Conference 2025 โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ซึ่งงานนี้จะเป็นก้าวแรกในการ ก้าวสู่การชิงเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ต่อไป ซึ่งคาดการณ์ว่าหากประเทศไทยสามารถคว้าการจัดงานนี้ มาได้จะมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยนับล้านคน โดยระยะเวลาการจัดงานอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์ ของการจัดงาน หรือสามารถจัดกิจกรรมหลายเดือนหรือตลอดทั้งปี ประเมินว่างาน WorldPride 2030 จะทำให้ประเทศ ไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศไทย ตลอดจนสร้างโอกาส ทางธุรกิจมากมาย และจะช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศไทยได้สูงถึง 8,900 ล้านบาท
จากอีเวนต์ต่างๆ ที่จัดขึ้นทุกคนคงเห็นชัดเจนว่า คอมมูนิตี้ LGBTQ+ แข็งแรงมากขนาดไหน ทำให้หลายคนมอง เห็นโอกาสการต่อยอดธุรกิจที่มากกว่านั้น โดย ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Canvas Ventures International ชี้ว่าในอนาคตจำเป็นต้องมีแนวทางสร้างเศรษฐกิจสีชมพูให้มีความยั่งยืน ด้วยการผลักดันให้เกิดระบบ นิเวศที่เอื้อต่อชุมชน LGBTQ+ อย่างแท้จริง
“การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ LGBTQ+ รุ่นใหม่ให้เติบโตและพัฒนาธุรกิจได้ อย่างเต็มศักยภาพต่างหากคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสีชมพูที่ยั่งยืน”
ยกตัวอย่าง Queer Ventures ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ที่ไม่เพียงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับชุมชน LGBTQ+ แต่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในอินเดียที่ Queer Ventures ได้สนับสนุน ผู้ประกอบการกว่า 50 ราย และระดมทุนได้มากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ Proud Ventures ในลอนดอน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ พวกเขาสร้างชุมชนนักลงทุน LGBTQ+ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน อุตสาหกรรม เช่น บริการทางการเงิน สินเชื่อ ประกันภัยสำหรับคู่รัก LGBTQ+ และ Grindr แอปหาคู่ที่เจาะกลุ่มผู้ใช้ LGBTQ+ เป็นต้น
ไทยเองก็เริ่มมี Venture Capital เพื่อลงทุนในธุรกิจเพื่อตอบสนองชุมชน LGBTQ+ แล้ว อย่าง Canvas Ventures International ที่ส่งเสริมธุรกิจ PinkTech และให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านการ ให้คำปรึกษา การเชื่อมโยงกับนักลงทุน และการเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด
เมื่อโอกาสมาแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการทำไม่ใช่แค่เพียงคิดโปรดักต์เท่านั้น แต่ต้องปรับตัวในแง่การสื่อสาร เพื่อรองรับดีมานด์กลุ่ม LGBTQ+ ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่าคนทั่วไปที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 9% ด้วยกำลังซื้อที่สูงดังกล่าวจึงมีพฤติกรรมพร้องเปย์ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะ ให้กับสินค้าและบริการที่สามารถสร้างความพึงพอใจและตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ทันท่วงที
เจ้าของสินค้าต้องสร้างสรรค์แคมเปญที่โดดเด่น มีคอนเทนต์ที่แปลกใหม่และเป็นไอเดียที่สร้างขึ้นเฉพาะเจาะจง ให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQ+ สื่อสารด้วยความจริงใจ พูดภาษาเดียวกัน และโฟกัสกับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดทั้งปี เพราะคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงไม่ได้พร้อมจ่ายแค่ในเดือน Pride Month เดือนเดียวเท่านั้น จึงควรจัดกิจกรรม ทางการตลาดต่อเนื่อง