ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคที่ “ความหลากหลายกำลังเปลี่ยนเป็นพลังเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็ยิ่งทำให้ไทยกลายเป็น Destination ของกลุ่ม LGBTQ+ ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิต จนเกิดเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและกำลังซื้อของกลุ่ม LGBTQIA+ ที่เรียกว่า Pink Economy หรือ Rainbow Economy สิ่งที่ตามมาคือการเติบโตของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวและอีเวนต์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สุขภาพและความงาม การเงินและการประกัน ความบันเทิง เป็นต้น
ในมุมของการสื่อสารการตลาด เรื่องของ KOL / Influencer & Content Creator ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคกลุ่ม LGBTQ+ ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันอาจพบเห็นคำว่า “Creator LGBTQ+” มากขึ้น ในที่นี่จะหมายถึง ผู้สร้างคอนเทนต์ที่เป็นบุคคลในกลุ่ม LGBTQ+ รวมถึง Influencer ที่เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ด้วย เนื่องจาก Influencer ก็คือ Content Creator ที่มีอิทธิพลต่อผู้ติดตามจำนวนมากเช่นกัน
Tellscore ในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Influencer Marketing มองว่า Pink Economy หรือ Rainbow Economy ไม่ใช่เพียงโอกาสเชิงการตลาด แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังเปิดกว้างและพร้อมเติบโตไปกับความหลากหลายทางเพศ ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้กับเหล่าครีเอเตอร์ในกลุ่ม LGBTQ+ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ Diversity แต่คือ Strategic Inclusion ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ
สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ในระดับโลกมีการพูดถึง “เศรษฐกิจสีรุ้ง” หรือ Pink Economy ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยและไต้หวันที่ถือว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างมากในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการส่งออกวัฒนธรรม แต่ยังส่งออกเศรษฐกิจตามไปด้วย เช่น ญี่ปุ่นที่แม้จะยังมีข้อจำกัดภายในประเทศ แต่เข้ามาซื้อคอนเทนต์หรือโปรแกรมเกี่ยวกับ LGBTQ+ จากไทยจำนวนมาก สิ่งนี้สะท้อนว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนนี้เติบโตขึ้นจริง และไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหลากหลายทางเพศ แต่ยังขยายไปสู่แนวคิด Social Inclusion ที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ตลอดเวลากว่า 9–10 ปีที่ผ่านมา Tellscore มองเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในสังคมไทย เดิมทีการระบุเพศในแพลตฟอร์มออนไลน์มักมีเพียงหญิงหรือชาย ต่อมาชุมชนกลับผลักดันให้ระบุว่าเป็น LGBTQ+ ได้อย่างภาคภูมิใจ ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายมากขึ้น แน่นอนว่ามีผลต่อธุรกิจและการตลาดโดยตรง”

จุดเด่น คือ “จริงใจ” และ “ครีเอทีฟ”
โดยพฤติกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จะมีรูปแบบการบริโภคเฉพาะตัว เช่น กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) ซึ่งมีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มเลือกซื้อของที่ตอบโจทย์ตัวตนมากกว่าตามกระแส ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่จริงใจ ไม่ทำตลาดแบบฉาบฉวยแค่ช่วง Pride Month แล้วหายไป กลุ่มนี้มีความแอคทีฟใน Social Media สูง และมักเลือกที่จะฟัง “ครีเอเตอร์ที่มีประสบการณ์ร่วม” โดย KOL (Key Opinion Leader) ของกลุ่ม LGBTQ+ ทำหน้าที่สะท้อนวัฒนธรรม อารมณ์ และคุณค่าของคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาการยอมรับ
เมื่อมองลึกลงไปในมิติของ Influencer & Content Creator พบว่ากลุ่ม LGBTQ+ มีพลังทางการตลาดสูง ลูกค้ายินดีจ่ายมากกว่าโดยเฉลี่ย เนื่องจากครีเอเตอร์กลุ่มนี้มีความกล้าแสดงออก สื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ทั้งการสร้างกระแสและการสร้าง Engagement มีประสิทธิภาพมากกว่า และที่สำคัญคือสามารถแปลงจากกระแสไปสู่การซื้อขายจริงได้ ไม่ใช่เพียงแค่ความนิยมชั่วคราว
“เราพบว่าจำนวนช่องของ Creator LGBTQ+ มีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม TikTok, IG และ YouTube ซึ่งกลุ่มนี้มีความสามารถในการทำคอนเทนต์ที่ “ฉลาด สนุก และกล้า” ซึ่งสะท้อนตัวตนในชีวิตของพวกเขา และมีบทบาทที่ชัดเจนกับกลุ่มแฟชั่น, บิวตี้, ไลฟ์สไตล์, สุขภาพจิต และกิจกรรมเพื่อสังคม และมีบทบาทสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ ไม่แพ้กันถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในกระแสอย่างกลุ่มเศรษฐกิจข้างต้น กลุ่มอื่นๆ ที่ว่าเช่น การท่องเที่ยว งานเฟสติวัล กีฬา GenZ ซึ่ง Creator LGBTQ+ ยังเป็น “เสียงของคนรุ่นใหม่” ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของ Gen Z อย่างมาก”
สุวิตา กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน Creator LGBTQ มีอยู่ในทุกกลุ่มเฉลี่ยเท่าๆ กัน ตั้งแต่ Nano, Micro, Macro และ Mega หรือแม้แต่กลุ่ม Celebrity แต่คนทั่วไปจะเห็นได้ชัดกว่าในกลุ่มที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เช่น Macro และ Mega influencers ซึ่งจะเริ่มแสดงออกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้นกล้าที่จะเปิดตัว
จุดเด่นคือการ “เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา” “จริงใจ” และ “Creative” ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่สอดแสร้งความสร้างสรรค์ เช่น คิดคำเรียกต่างๆ หรือการใช้ศัพท์ในการถ่ายทอด “ทำให้เรื่องหนักๆ ย่อยยากกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ” และจากส่วนใหญ่ทำคอนเทนต์ได้ Performance ที่สูง เช่นยอด Views, Engagement และ Fanbase จงรักภักดี ซึ่งในเทลสกอร์มองเห็นการเติบโตของ Creator LGBTQ+ ในสาย “Educator” และ “Entertainment” เพิ่มขึ้นชัดเจน
ต้อง Value Fit ไม่ใช่แค่ Budget Fit
สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสื่อสารการตลาดผ่าน Creator LGBTQ+ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือแบรนด์ต้องเปิดกว้าง ให้ Creator LGBTQ+ ได้สื่อสารในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง โดยควบคุมแค่เรื่องระดับภาษา หรือไม่ให้มีคำหยาบคาย แต่ด้านอื่นๆ แบรนด์ต้องทำความเข้าใจ และปล่อยครีเอเตอร์มีความเป็นตัวของตัวเอง คอนเทนต์ต้องไม่ตีตรา Stereotype คือเข้าใจความซับซ้อนของ LGBTQIAN+ ว่าใช่กลุ่มเดียวกันทั้งหมด และการ Matching ครีเอเตอร์กับแบรนด์ต้องคำนึงถึง “Value Fit” ไม่ใช่แค่ “Budget Fit” หรือ “Performance Fit”
“กฎหมายสมรสเท่าเทียมในปี 2568 คือตัวเร่งสำคัญของ Pink Economy และส่งผลตรงต่อแบรนด์ที่พร้อมตอบสนอง เรามองว่า Creator LGBTQ+ บางคน จะไม่ใช่แค่ผู้รีวิวสินค้าแต่คือ “แบรนด์” ผ่าน Creator Commerce ซึ่ง Creator LGBTQ+ จะมีบทบาทในธุรกิจใหม่ๆ เช่น คอนเทนต์สุขภาพจิต, Longevity, Modern Family, เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าตลาดนี้จะโตแบบยั่งยืนหากแบรนด์ลงทุนใน Long-term Partnership ไม่ใช่แค่ Project-based เราพบว่า Creator LGBTQ+ บางคนโดยเฉลี่ยมีรายได้สูงกว่าครีเอเตอร์สายหลักประมาณ 5-10%”
ตัวอย่าง KOL / Creator LGBTQ ระดับแถวหน้าที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก อาทิ เอแคร์จือปาก (Juepak) มีผู้ติดตามบน Youtube 1.32 ล้านคน ฟาโรส (FAROSE) มีผู้ติดตามบน Youtube 9.24 แสนคน เขื่อนดนัย (Koendanai) มีผู้ติดตามบน TikTok 3 ล้านคน ธรรมชาติ (Thammachad) มีผู้ติดตาม 6.3 ล้านคน เพ็บ-ภัทร เจ้าของ emily ไก่ฉีก โดย ikpikpz มีผู้ติดตาม 5.83 แสนคน และ pebpatamasingha มีผู้ติดตาม 1.55 แสนคัน Stang (Sstangbah) มีผู้ติดตาม 2.07 แสนคน ป้อ ทีเค (Pportk) มีผู้ติดตาม 3.29 แสนคน มิกซ์ เฉลิมศรี (@chaleomsri) มีผู้ติดตาม 2 ล้านคน แต๋ง after yum มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน หลากฉี (@larkchee) มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน เป็นต้น
สิ่งที่ Tellscore มองเห็นคือ สังคมกำลังผลักดันให้ Creator LGBTQ+ เป็นเหมือนสินค้าที่ตลาดกำลังต้องการ Tellscore จึงต้องเร่งปั้น Content Creator กลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแบรนด์ต่างๆ ซึ่ง Creator LGBTQ+ แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านคอนเทนต์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการใช้ชีวิต ทำให้พวกเขามีคุณค่าในการสร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่จดจำของผู้ติดตาม ในอนาคตเชื่อว่า Pink Economy ที่ถูกขับเคลื่อนโดย LGBTQ+ จะเติบโตในลักษณะที่เจาะลึกลงไปในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น Rainbow Finance หรือ Rainbow Fashion เป็นต้น ปัจจุบัน Tellscore มีเครือข่าย Influencer กว่า 85,000 คน มี Creator LGBTQ+ ประมาณ 30%
“สิ่งสำคัญ คือ การไม่แยกพวกเขาออกมาเป็นกลุ่มพิเศษ แต่คือการทำให้ LGBTQ+ กลายเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งแบรนด์ที่นิยมใช้ Creator LGBTQ+ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มบิวตี้ การเงิน สุขภาพ อาหาร รวมถึงสินค้าไอที เพราะเขาสามารถสร้าง Engagement ได้ดีและเข้าถึงลูกค้าได้จริง”

โอกาสของนักการตลาดในยุคใหม่
สิ่งที่น่าสนใจ คือแนวโน้มที่กลุ่มผู้หญิงจะเข้ามามีบทบาทใน Pink Economy มากขึ้น เพราะผู้หญิงหลายคนรู้สึกสนุกกับการได้สนับสนุน LGBTQ+ และมีความเห็นอกเห็นใจต่อความไม่เท่าเทียมที่กลุ่มนี้เผชิญ เหมือนที่ผู้หญิงเองเคยเผชิญความเหลื่อมล้ำจากผู้ชายในอดีต ดังนั้นเมื่อมีการสำรวจจำนวนประชากร LGBTQ+ ในอนาคตอาจพบตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะมีผู้คน “เปลี่ยน” มาเป็น LGBTQ+ มากขึ้น แต่เพราะมีผู้หญิงจำนวนมากที่เลือกแสดงออกถึงการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยมากขึ้น ส่งผลให้คอนเทนต์สายวายได้รับความนิยมมากขึ้น
ในส่วนของซีรีส์วาย หรือกลุ่ม BL (Boy Love) และ GL (Girl Love) เป็นกลุ่มที่มีแฟนคลับ หรือยอดผู้ติดตามสูงมาก และเป็น Early Adopters ของทั้งสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ทำให้ Influencer ที่มาจากวงการนี้มีอิทธิพลสูงมากในเชิง Conversion นอกจากนี้ คอนเทนต์จากนักแสดง หรือ Creator LGBTQ+ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ซีรีส์ แต่ต่อยอดไปสู่ Creator Commerce, กิจกรรมออฟไลน์, แฟนมีต, การท่องเที่ยวตามรอยโลเคชัน, และแฟนคลับต่างชาติ ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม
โดยเทรนด์ที่ Tellscore มองเห็นชัด คือ การตลาดที่ทำร่วมกับนักแสดงจากซีรีส์วายหรือ Creator LGBTQ+ ที่เติบโตจากฐานแฟนคลับสายนี้ ช่วยสร้าง Emotional Bond ระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี และสร้าง Loyalty ระยะยาวได้ดี ซีรีส์วายจึงไม่ใช่แค่คอนเทนต์บันเทิงเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2568 สะท้อนว่าซีรีส์วายคือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ส่งออก” โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศในอเมริกาใต้
สุวิตา ย้ำว่า Pink Economy สะท้อนถึงพลังอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTQ+ ที่กำลังเติบโตและมีบทบาทมากขึ้น การเข้าใจพฤติกรรม การใช้ชีวิต และความต้องการที่แท้จริงของกลุ่ม LGBTQ+ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถออกแบบสินค้า บริการ และสื่อสารการตลาดที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด ซึ่งการนำ Creator LGBTQ+ มาเป็นพันธมิตรในการสื่อสาร ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงและสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“Tellscore เชื่อมั่นว่า Pink Economy คือโอกาสทองของนักการตลาดในยุคใหม่ และผู้ที่เข้าใจความหลากหลายได้ดีที่สุดจะเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะในตลาดนี้ไปครองได้อย่างแน่นอน” สุวิตา กล่าว
