จากการเติมเต็ม Brand Portfolio ของลอรีอัล ประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจ คือ
1. ทั้ง 34 แบรนด์ในพอร์ทของ ลอรีอัล กรุ๊ป นั้นครอบคลุมตั้งแต่ตลาดระดับ Mass – Luxury ครอบคลุมทุก Segment อีกทั้งยังมีหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่สามารถแตก Line Product ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
2. การสร้าง Storytelling ของแบรนด์ที่มีความแตกต่าง และโดดเด่นเฉพาะตัว จนทำให้กลายเป็นภาพจำสำหรับแบรนด์ระดับโลกได้
3. แน่นอนการที่มีหลายแบรนด์ในพอร์ท Supply Chain ทั้งหมดของ ลอรีอัล กรุ๊ป จะเกิด Economies of Scale นั่นหมายถึงการปั้นแบรนด์ใหม่ในเครือของ ลอรีอัล ต้นทุนถูกจะลงอย่างมาก ซึ่งความท้าทายต่อไปคือการสร้างแบรนด์ใหม่ กับกลุ่ม Segment ไหนที่จะมีศักยภาพในอนาคต การสร้างนวัตกรรมและประสบการณ์ใหม่ในตัวสินค้า บวกกับการสร้าง Storytelling ในมิติไหนที่ตลาดยังไม่มี
ทั้งหมดนี้ถือเป็นความได้เปรียบของลอรีอัล ประเทศไทย เพราะตลาดความงามของประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งในปี 2560 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7.8 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังครองส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตมากที่สุดในอุตสาหกรรม
แค่ความงามไม่พอ! ต้องสร้าง Experience ด้วย
นอกเหนือจากการพัฒนานวัตกรรมแล้ว การนำเสนอประสบการณ์ความงามที่หลากหลายก็เป็นส่วนสำคัญที่นำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ โดยล่าสุด นิกซ์ โปรเฟสชั่นแนล เมคอัพ ได้เปิดตัว NYX Professional Makeup Flagship Store แห่งแรกในเอเชีย ที่ สยามสแควร์วัน ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าได้มาสัมผัสประสบการณ์การแต่งหน้าที่ผสมผสานนวัตกรรมดิจิทัล และ คีลส์ (Kiehl’s) ก็มีการเปิดตัวเซรั่มบำรุงผิวหน้า Apothecary Preparations ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกส่วนผสมเซรั่มให้ตรงกับปัญหาผิวเฉพาะด้านของลูกค้า