เอสซีจี เผยผลประกอบการปี 2567 ซึ่งแม้จะต้องประสบกับความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจโลก แต่ยังสามารถบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) 53,946 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนเข้มข้น ผลักดันนวัตกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ลดเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่อง เน้นลงทุนโครงการผลตอบแทนสูงและเร็ว ส่งผลให้สามารถหนี้ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว

สำหรับผลประกอบการปี 2567 มีรายได้จากการขาย 511,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของเอสซีจีซี และเอสซีจีพี สร้างกำไร 6,342 ล้านบาท ลดลง 76% จากปีก่อน จากผลประกอบการของ LSP และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง แต่อย่างไรก็ตาม เอสซีจีซียังเคาะปันผล 5.00 บาทต่อหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นรวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของกำไร โดย ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี มั่นใจว่าสุขภาพองค์กรยังแข็งแรง พร้อมคว้าโอกาสเศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวในปี 2568
ปีที่ผ่านมา เอสซีจีสามารถรักษากระแสเงินสด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจได้เป็นอย่างดี จากปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน ที่ลดลงประมาณ 6,200 ล้านบาทจากปีก่อน จากการถือสินค้าคงเหลือให้น้อยลง บริการจัดการเรื่องของการเก็บเงินจากการขายสินค้าให้เร็วขึ้น เป็นต้น การปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรในปี 2567 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการควบคุมเงินลงทุน หรือ CAPEX โดยหันมาเน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็ว ซึ่งปีนี้น่าจะมีการลงทุนเพิ่มอยู่ในสัดส่วนประมาณ 30,000-35,000 ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 16,777 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน อัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.7 เท่า สถานะทางการเงินยังมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 53,331 ล้านบาท
พร้อมคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจภูมิภาคฟื้นตัว
ธรรมศักดิ์ เผยว่า การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐของไทยคาดว่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อาเซียน โดยเฉพาะเศรษฐกิจอินโดนีเซีย เวียดนาม GDP มีแนวโน้มเติบโตกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยมีแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อในประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเช่น เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล เร่งขยายโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อที่อยู่อาศัย ‘Mitra 10’ ที่อินโดนีเซีย ตามเป้าหมาย 56 สาขา ในปี 2567 รับลูกค้ารวมมากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน และมุ่งสู่ 100 สาขาภายในปี 2573 ด้าน เอสซีจีพีการบริโภคภายในกลุ่มอาเซียนรวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
“ปีนี้จะเป็นอีกปีที่มีเรื่องของความผันผวนโดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก แต่สิ่งที่ถือเป็นปัจจัยบวกน่าจะมาจากการที่ราคาน้ำมันอาจจะลดลงจากนโยบายการผลิตน้ำมันและแก๊สเพิ่มของทรัมป์ส่งผลบวกต่อต้นทุนด้านปิโตรเคมีคอล อีกทั้งนโยบาย กีดกันสินค้าจีนทำให้เรามีโอกาสในการเข้าไปค้าขายกับอเมริกามากขึ้น
นอกจากนี้ หากดูประเทศในภูมิภาค เวียดนามซึ่งถือเป็น Strategic Country น่าจะมี GDP เติบโตที่ 8% ขณะที่อินโดนีเซียโต 6% จะเห็นว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคยังเติบโตได้ดี เอสซีจีซึ่งมีธุรกิจทั้งในเวียดนามและอินโดนีเซียจะได้อานิสงส์จากการเติบโตนี้ด้วย ด้านวัฎจักรปิโตรเคมียังน่าเป็นห่วง แต่ข้อดีที่เราเห็นมาสักพักแล้วว่าช่องว่างระหว่างราคาขายกับราคาวัตถุดิบนิ่งมาสักพักแล้วและน่าจะไม่ต่ำลงกว่านี้ สำหรับธุรกิจแพ็กเกจจิ้งมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ดังนั้นแม้ปีนี้จะเป็นปีแห่งความผันผวนแต่การเติบโตของอาเซียนและน้ำมันที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวลงก็ถือเป็นการส่งสัญญาณบวก ส่วนที่คนกังวลว่านโยบายการกีดกันทางการค้าของทรัมป์จะทำให้สินค้าจากจีนไหลทะลักมาไทย แต่เรามองเห็นโอกาสใหม่ในการขยายการเติบโตขอเราไปที่อเมริกาแทน ซึ่งเรามีการเร่งจัดการกระบวนการและสินค้าของเราให้เข้ากับกฎเกณฑ์ทงการค้าของอเมริกาเพื่อพร้อมต่อการส่งออกในอนาคต โดยเฉพาะ Low Carbon Cement ที่ยังมี Value เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้เราจึงตั้งใจเน้นขายเข้าไปในตลาดที่มีโอกาสและปรับตัวให้เร็ว รวมถึงการสร้างเสถียรภาพทางการเงินก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นี่คือแผนงานระยะสั้นของเรา ปัจจัยบวกจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ล้วนส่งผลดีต่อธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ของเอสซีจี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง”

ลงทุนเพิ่มอีเทน ถือเป็น Game Changer
แม้ว่าปี 2567 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาคมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการสินค้าอ่อนตัวจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว บริษัทได้เร่งผลักดันนวัตกรรมมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) และการบริหารจัดการกระแสเงินสด ต้นทุน และเงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวัง ทำให้ธุรกิจคงความสามารถในการแข่งขันต่อเนื่อง ขณะที่ปี 2568 วัฏจักรปิโตรเคมีเริ่มทรงตัว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง บริษัทคงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกระแสเงินสดและต้นทุน
“พลาสติกที่เราใช้ในปัจจุบันมาจากเม็ดพลาสติกซึ่งได้จากวัตถุดิบในการกลั่นน้ำมันหรือที่เรียกว่าแนบทา ซึ่งที่ผ่านมามีราคาที่ผันผวนตามราคาน้ำมันทำให้ควบคุมต้นทุนได้ยาก แต่เม็ดพลาสติกยังสามารถผลิตได้จากก๊าซธรรมชาติ เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน เป็นต้น ซึ่งอีเทนเป็นวัตถุดิบที่มาแรงในการผลิตเม็ดพลาสติกในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถบริหารต้นทุนได้ดี ราคาถูกกว่าและไม่ผันผวนเท่าแนบทา” ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีซี อธิบาย
ล่าสุด เอสซีจีซีจึงเร่งเดินหน้าโครงการ LSP หรือ Long Son Petrochemicals ด้วยการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยได้ทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบก๊าซอีเทนในระยะยาวเป็นผลสำเร็จ ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 15 ปีและเช่าเหมาเรือขนส่งก๊าซอีเทนระยะยาวอีก 3 ลำ ทั้งนี้ บริษัทจะเร่งจัดหาเรือในส่วนที่เหลืออีก 2 ลำ พร้อมทั้งสร้างถังเก็บและปรับปรุงโรงงาน ให้พร้อมรับก๊าซอีเทนให้ได้ภายในปี 2570 โดยโครงการนี้ใช้แหล่งเงินทุนภายในเอสซีจีจำนวนกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐลดลงจากเดิมที่ตั้งของบไว้ที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีในแง่ของระยะเวลาในการคืนทุนที่สั้นลงกว่าเดิมจาก 3-4 ปี เป็น 2 ปีกว่าเท่านั้น

สร้างโอกาสในตลาดใหม่
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เอสซีจียังคงสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินจากกระแสเงินสดที่เข้มแข็งถึงจะทำให้สามารถลงทุนในโครงการต่างๆ ลดหนี้ รวมถึงจ่ายเงินปันผลให้ดูแลผู้ถือหุ้นได้ ขณะเดียวกัน เอสซีจีก็มองถึงการรุกขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย โดยเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ เร่งดันปูนคาร์บอนต่ำ คาดว่าปีนี้จะมียอดส่งออกได้อีกประมาณ 1 ล้านตัน ด้านเอสซีจี เดคคอร์ ส่งออกกระเบื้อง X- PORCELAIN ความแข็งแรงสูง ได้ผลตอบรับดี ตั้งเป้าการส่งออกเติบโต 2 เท่าในปีนี้ ขณะที่เอสซีจีพีส่งออกบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ บรรจุภัณฑ์อาหาร และกระดาษพิมพ์เขียน มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ในส่วนของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิงดันกลุ่มสินค้าสมาร์ทโซลูชัน อาทิ สินค้า Air Quality และ Solar จากแบรนด์ ONNEX by SCG Smart Living ตอบโจทย์การอยู่อาศัยทั้งเรื่องคุณภาพอากาศในบ้าน และประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานสะอาด พร้อมออกสินค้ากลุ่มราคาย่อมเยาต่อเนื่อง เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด ครบทั้งกลุ่มหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ และผนังพื้นตกแต่งภายนอกบ้าน รวมทั้งเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ ปี 2567 มีโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 548 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 21.5% ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตพลังไฟฟ้าสะอาดรวมประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ในปี 2573

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธรรมศักดิ์กังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย คือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเอสเอ็มอีไทยที่เป็นแหล่งจ้างงานแหล่งใหญ่ของประเทศ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยประคับประคองให้เอสเอ็มอีไทยปรับตัวและแข่งขันได้ เอสซีจีเองก็มีโครงการที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีมานาน แต่คนที่จะช่วยเหลือได้โดยตรงก็คือภาครัฐที่ต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มเอสเอ็มอีไม่ให้ล้ม เพราะหากล้มจะทำให้ฟื้นตัวกลับมาได้ยาก