ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดันน์ฮัมบี้ จำกัด บริษัทที่ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชั้นนำระดับโลก เพื่อใช้ในการวางแผนทำโฆษณา และส่งเสริมการขายในช่องทางร้านค้าปลีกบอกกับเราว่า บิ๊กดาต้าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจค้าปลีก และแบรนด์สินค้าเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต และสามารถแข่งขันในโลกการตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก
“เส้นทางการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือ Customer Journey ไม่ได้เริ่มจากบ้านแล้วตรงมาซื้อที่จุดขายอีกต่อไป แต่มี Customer Journey และวิธีการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น และแต่ละคนมีวิธีการตัดสินใจซื้อสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการที่เราเข้าใจความแตกต่างของกลุ่มลูกค้า โดยการสร้างกลยุทธ์ของการสื่อสารที่มีความเฉพาะเจาะจง เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสื่อสารกับลูกค้าในทุกช่องทาง เพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า”
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงสินค้า FMCG ที่ว่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในบ้านเรานับว่าแตกต่างจากหลายประเทศตรงที่แม้ช่องทางขายแบบออนไลน์จะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ช่องทางขายที่เป็นออฟไลน์ก็ยังคงบทบาทสำคัญสังเกตได้จากการเกิดขึ้นของสโตร์ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
มีผู้บริโภคหลายรายที่เลือกซื้อสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ โดยดันน์ฮัมบี้ออกมาให้ตัวเลขที่น่าสนใจว่า 6% ของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่ม Price Sensitive จะช้อปปิ้งผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่ลูกค้าระดับกลางมีตัวเลขอยู่ที่ 31% ส่วนลูกค้าระดับบนจะช้อปออนไลน์สูงถึง 63%
เช่นเดียวกับการซื้อผ่านออฟไลน์นั้น กลุ่ม Price Sensitive จะมีตัวเลขอยู่ที่ 21% ลูกค้าระดับกลางจะมากสุดคือ 55% และกลุ่มลูกค้าระดับบนอยู่ที่ 26% เมื่อมองมาที่การช้อปทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ จะพบว่ากลุ่มลูกค้าระดับกลางมีตัวเลข 37% กลุ่มบน 56% และกลุ่ม Price Sensitive 7%
“บิ๊กดาต้าจะทำให้เรารู้ว่าพวกเขาช้อปปิ้งกันอย่างไร ถ้าเป็นออฟไลน์จะซื้อผ่านร้านค้าในฟอร์แมตไหน มีความถี่เท่าไร จากข้อมูลที่ได้พบว่าผู้บริโภคยุคใหม่มีการเปลี่ยนแบรนด์อยู่ตลอดเวลา ตรงนี้ทำให้หลายแบรนด์ลืมมองไปว่าจะต้องรักษาฐานลูกค้าเก่าอย่างไร วิธีการที่ดีที่สุดก็คือแบรนด์จะต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าตลอดเวลา และทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของพวกเขา”
โดยธรรมชาติของสินค้าแต่ละแบรนด์จะได้ลูกค้าที่เป็น New Customer เข้ามาเรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะลูกค้ากว่า 50% จะมีการเปลี่ยนแบรนด์อยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ต้องกังวลก็คือจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกค้าหนีไปใช้หรือทดลองใช้สินค้าแบรนด์อื่น ซึ่งลูกค้าที่เปลี่ยนหรือเลิกใช้แบรนด์เดิมจะไหลออกไปได้ 2 ทางคือ เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นๆ และเปลี่ยนCategory เลย ในส่วนหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงที่ผ่านมา อาทิ คนที่เคยซื้อน้ำอัดลม เปลี่ยนไปซื้อน้ำดื่มบรรจุขวด หรือน้ำผลไม้แทน เป็นต้น