ในสนามร้านสะดวกซื้อที่ 7-Eleven ครองตลาดมายาวนาน วันนี้มวยรองอย่าง CJ Express กำลังเปลี่ยนเวทีชก เล่นในเกมใหม่
เป็นเกมที่ 7-Eleven ต้องเริ่มหันมามองอย่างระแวดระวัง...
ถ้าพูดถึงจำนวนสาขา แน่นอนว่า 7-Eleven มีจำนวนสาขามากกว่า CJ ถึง 10 เท่า! ซึ่งในทางตัวเลข CJ ไล่ยังไงก็ไม่ทัน
แต่คำถามคือ ถ้าตามจำนวนไม่ได้ แล้วจะสู้ยังไง? ซึ่งคำตอบคือไม่ต้องสู้ด้วยจำนวน แต่สู้ด้วยโมเดลที่ต่างออกไป
จุดเด่นของ CJ คือ การขายสินค้าและบริการที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ภายใต้แนวคิด “ครบกว่า ถูกกว่า คุ้มกว่า” โดยมีโมเดลร้าน CJ MORE ที่เหมือนศูนย์การค้าขนาดเล็กในชุมชน ที่ได้รวมร้านค้าในเครือมาไว้ในที่เดียว เช่น
- CJ Supermarket สินค้าอุปโภคบริโภค
- Nine Beauty เครื่องสำอางและความงามมัลติแบรนด์
- Bao Café ร้านกาแฟสด
- UNO สินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น เครื่องเขียน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- A-Home โซนอุปกรณ์เครื่องมือช่าง อุปกรณ์ทำสวน และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก
- PET HUB ขายอาหารและอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
- Bao Wash บริการซัก-อบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัติ
- Tian Tian ไอศกรีมและชาผลไม้
สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนการเข้าร้าน จากแค่ซื้อของใช้ในบ้านเป็นการแวะซื้อเครื่องสำอาง กินกาแฟ ดูของตกแต่งบ้าน หรือซื้ออาหารสัตว์ พร้อมรอผ้าที่ซักแบบครบจบในที่เดียว ซึ่งนี่หมายความว่า CJ ไม่ได้ขายของ แต่ขายประสบการณ์
หากย้อนกลับมาดูที่ตัวเลขของ 7-Eleven
- ยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล 85 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 83 บาท
- ยอดขายต่อสาขาเฉลี่ย 83,906 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 80,837 บาทต่อวัน
- จำนวนลูกค้าต่อวันต่อสาขาเฉลี่ย 978 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 965 คน
ตรงนี้เองที่ CJ เห็นโอกาส เพราะเมื่อโมเดลใหม่ ดึงลูกค้าให้สามารถใช้เวลา + ใช้เงินในร้านได้มากขึ้น basket size ของ CJ จึงมีแนวโน้มสูงกว่า แม้ CJ ไม่เปิดเผยตัวเลขเฉพาะบิล แต่เฉลี่ย/สาขา/วันของ CJ อยู่ที่ประมาณ 108,767 บาท ในขณะที่ 7-Eleven อยู่ที่ 83,906 บาท
หรือถ้าเอารายได้มาหารจำนวนสาขา CJ จะมีรายได้เฉลี่ยต่อสาขา ราว 3.3 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ 7-Eleven อยู่ที่ 2.4 ล้านบาทต่อเดือน
ในขณะที่ 7-Eleven ก็เริ่มรู้ตัว และเริ่มปรับตัวเช่นกัน โดยได้เริ่มทดลองเปิดโซนใหม่ในบางสาขาต่างจังหวัด โดยใช้ชื่อว่า All Grocer’sเปลี่ยนร้านขนาดใหญ่บางแห่งให้กลายเป็นร้านแบบครบวงจรที่ซื้อได้ครบทั้งของกิน ของใช้ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน ข้าวสารอาหารแห้ง อาหารสัตว์ เครื่องครัว เครื่องปรุงอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดร้านสะดวกซื้อ ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเร็ว และมีทางเลือกมากขึ้น

สรุป เมื่อมวยรอง เริ่มขายต่าง มากกว่าขายของถูก
ในวันที่ CJ เป็นผู้เล่นมวยรอง สิ่งที่ชัดเจนคือ CJ ไม่ได้สู้ด้วยจำนวน แต่สู้ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง โดยการไม่ไล่เปิดสาขาแบบไล่บี้ แต่เลือกที่จะใช้แต่ละสาขาให้ทำรายได้ต่อบิลสูงขึ้น และดึงธุรกิจในเครือมา synergy แบบครบวงจร
ถึงเวลาต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้ง เพราะในโลกที่ผู้บริโภคออกจากบ้านน้อยลง การเดินเข้าร้านไม่ใช่แค่เพื่อซื้ออาหาร ของทานเล่น หรือเครื่องดื่มอีกต่อไป แต่ต้องการซื้อทุกอย่างที่จำเป็นให้จบในที่เดียว
คำถามคือใครจะเป็นร้านเดียวที่ผู้บริโภคไว้ใจ และเลือกเข้าไปซ้ำได้ในระยะยาว?