หากมองเข้ามาที่การทำตลาดของผู้เล่นในตลาดค้าปลีกที่รวมถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในบ้านเราแล้ว หากไม่นับแคมเปญหรืออีเวนต์ยิบย่อยแล้ว จะมีแคมเปญใหญ่ตลอดทั้งปีอยู่ 4 ช่วงเวลาสำคัญ ไล่ตั้งแต่การทำแคมเปญในช่วงปีใหม่ ต่อด้วยแคมเปญตรุษจีน แคมเปญสงกรานต์ และแคมเปญในรูปแบบของ Midyear Sale ซึ่งเป็นการจัดแคมเปญโปรโมชันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ในรอบปีที่ถือเป็นช่วงเวลาของการระบายสต๊อกสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่น เพื่อแทนที่ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ๆ ของปี ที่จะเปิดตัวตามมา
สิ่งที่น่าสนใจของการทำแคมเปญที่เป็น Midyear Sale นั้น ไม่ได้อยู่แค่การกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันให้ประเทศไทยออกไปแข่งขันกับเดสติเนชั่นด้านช้อปปิ้งของเอเชียอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงอีกด้วย ซึ่งในอดีตเราอาจจะคุ้นเคยกับการจัด Midyear Sale ในรูปแบบของการ “ลดทั้งเกาะ” ของสิงคโปร์หรือฮ่องกง
แต่ในปัจจุบัน ภาพของการแข่งขันที่ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกบ้านเราอย่างกลุ่มเซ็นทรัล ทำต่อเนื่องมาตลอดกว่า 10 ปี ทำให้ไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเดสติเนชั่นด้านช้อปปิ้งอันดับต้นๆ ของเอเชียไปแล้ว
สะท้อนได้จากมุมมองของ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นทรัลเวิลด์ และอีกหลายแบรนด์ในเครือที่บอกว่า ตลอดกว่า 16 ปี เซ็นทรัลพัฒนาเดินหน้ากำหนดกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงโควิดก็ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักผ่านแคมเปญช้อปช่วยชาติ โดยเป็นภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัลและภาครัฐ ถือเป็น Key Driver ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงโลว์ซีซั่นและช่วยฟื้นฟูประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็น Global Shopping Destination ที่แข่งขันได้ทั้งในเอเชียและเวทีโลกด้วยการทำ Midyear Sale Campaign ที่ครบทุกหมวดสินค้า สนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับทั่วประเทศ พันธมิตรภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเท่าตัว รวมกว่า 28,000 แบรนด์ และ 12,000 ร้านค้า เป็นการผนึกพลังของธุรกิจค้าปลีกในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลทั้งหมด เพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มแรงดึงดูดให้แคมเปญที่ทำ โดยตั้งเป้าเพิ่มทราฟฟิกทั่วประเทศอีก 25–30% เพื่อสร้างอิมแพคทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
โดยแคมเปญ “Summer Grand Sale 2025” มหกรรมเซลกลางปีที่จัดขึ้นนี้ มีการอัดส่วนลดสูงสุดถึง 80% จากกว่า 28,000 แบรนด์ และ 12,000 ร้านค้า ครอบคลุมศูนย์การค้า เพื่อดึงลูกค้าทั้งที่เป็นคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งกลุ่ม Short-haul, Long Haul และ Quality Shoppers จากทั่วโลก ถือเป็นแคมเปญใหญ่ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการจับจ่ายกลางปี และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2–3 โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. – 13 ก.ค. 2568 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ และดิ เอสพลานาด รัชดาภิเษก และจะใช้งบการตลาดในการทำแคมเปญช่วงตลอด 1 เดือนครึ่งถึง 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้งบส่วนใหญ่ในการลดราคาสินค้า

ดร.ณัฐกิตติ์บอกว่า แคมเปญที่จัดขึ้นนี้เป็นการหยิบเอาอินไซต์ที่เป็นเทรนด์ของทั่วโลกมาเป็นตัวขับเคลื่อน ที่วันนี้ตลาดค้าปลีกอยู่ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากกว่าที่เคย โดยมีเทรนด์ระดับโลกอย่าง “Loud Budgeting” ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย โชว์ความคุ้มค่า
สอดคล้องกับแคมเปญ “Summer Grand Sale 2025” ของเซ็นทรัลพัฒนา ที่มุ่งหวังให้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศผ่านพลังของค้าปลีก การท่องเที่ยว และการจับจ่ายของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเซ็นทรัลพัฒนาต้องการจุดกระแสการใช้จ่ายให้เกิดขึ้นจริง โดยชวนคนไทยออกมาช้อปอย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่ง ปีหลัง คาดว่าจะสามารถสร้างทราฟฟิกทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 25–30% ในช่วงไตรมาส 2–3 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นตัว
“แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นตัวอย่างของการผนึกกำลังระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล หน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรบัตรเครดิต และกว่า 28,000 แบรนด์ดังทั่วประเทศ และเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ถือเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ของวงการค้าปลีกไทยที่สามารถขับเคลื่อนการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนรายได้ในทุกภูมิภาคได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ เรายังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Top of Mind Shopping Destination ของเอเชีย เป็นจุดหมายปลายทางนักช้อป”
ผู้บริหารของเซ็นทรัลพัฒนา ยังบอกอีกว่า การนำอินไซต์ของลูกค้าเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนแคมเปญ ทำให้รู้ว่า จะนำเสนอแบบไหนเพื่อให้ตรงใจพวกเขามากที่สุด โดย Shopping Insight นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศมีความชื่นชอบที่แตกต่างกัน อาทิ จีน (Mainland) ชื่นชอบไทยดีไซเนอร์และร้านอาหารชื่อดัง ขณะที่กลุ่มฮ่องกง-สิงคโปร์ นิยมสินค้าคราฟต์จาก Good Goods ขนมไทย และ Street Food ที่ถ่ายรูปได้
ส่วนยุโรปและอเมริกานิยมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกและร้านอาหารพรีเมียม ด้านรัสเซียยังคงให้ความสนใจกับแบรนด์ลักชัวรี่ โดยเซ็นทรัลพัฒนาสามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง หรือ Quality Shoppers ได้ต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ใน Tourist Malls หลักที่เติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อาทิ เซ็นทรัล ภูเก็ต, เชียงใหม่, พัทยา และเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นต้น สะท้อนความสำเร็จกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงทั่วโลก
“แม้ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในบ้านเราจะมีตัวเลขลดลง โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวจากจีน แต่เราสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว Quality Shoppers กำลังซื้อสูงได้ด้วยการวางกลยุทธ์ที่ ตอบโจทย์ เห็นได้จาก Tourist Malls สาขาหลักที่มียอด Spending E-Wallet ไปในทิศทางบวกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ โดยเซ็นทรัล ภูเก็ต เติบโตเพิ่มขึ้น 111% เซ็นทรัล เชียงใหม่ +110% เซ็นทรัล พัทยา +50% และเซ็นทรัลเวิลด์ +30%”

ส่วนการขับเคลื่อนแคมเปญที่ทำนั้นจะมีการใช้ 3 กลยุทธ์สำคัญ ไล่ตั้งแต่ 1.Digital-driven Marketing ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์ม Central X ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่แอปพลิเคชัน แต่ทำหน้าที่เสมือน Convenient Shopping Assistant ที่เชื่อมโยง Journey ของลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ (O2O)
โดยลูกค้าสามารถค้นหาโปรโมชันล่าสุด สแกนบัตรจอดรถ ดูแผนที่ร้านค้า ตลอดจนสะสมยอดใช้จ่ายเพื่อร่วมกิจกรรม Top Spender ได้โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จ นอกจากนี้ยังมีการแจกรางวัล Lucky Draw ในรูปแบบ The 1 Points กว่า 4,000,000 คะแนน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้บริโภคยุคใหม่ Central X Click: https://central-x.app.link/CX-SUMMERGRANDSALEPR20205
2.FOMO-driven Strategy อีกไฮไลต์สำคัญ คือ Flash Deal ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้จัดเต็มถึง 5 รอบ ได้แก่ Flash 6.6, Flash 7.7, Flash Deal (Mid Month), Flash Pay Day และ Flash Final Call ครอบคลุมสินค้าทุกหมวดหมู่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการจับจ่ายในยุคใหม่ สร้างการจดจำและการรอคอยในช่วงเวลาที่ดีลแรงจะกลับมา พร้อมกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในทันที นอกจากนี้ยังใช้โปรโมชันที่สร้างแรงจูงใจและความรู้สึก “ห้ามพลาด” และ “ต้องรีบซื้อ” เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักทั่วประเทศ และ
3.KOLs and Influencer-driven Marketing ใช้พลังของคนรุ่นใหม่ในการสร้างสีสันให้แคมเปญ เข้าถึงกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเป็น Trendsetter ในปัจจุบัน พร้อมเชื่อมโยงกับเทรนด์และกระแสในโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปีนี้เสริมทัพด้วย KOL Gen Z อาทิ กลุ่ม Cheer Leader จากจุฬาฯ ถ่ายทอดแบรนด์ในมุมมองที่สดใหม่ จริงใจ และทันเทรนด์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่
“นอกจากการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว เรายังมองถึงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ โดยใช้จุดแข็งของการทำแคมเปญที่นอกจากจะมีแบรนด์ของทั้งในเครือเซ็นทรัล และแบรนด์ของพันธมิตรเข้าร่วมแคมเปญจำนวนมากแล้ว เรายังมีจุดแข็งในแง่ของการมีศูนย์การค้าในเครือที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ ซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวช่วยผลักดันให้แคมเปญนี้เข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น”