สิ่งที่ Microsoft พยายามชี้ให้เห็นก็คือ ถึงเวลาแล้วที่องค์กรจะต้อง “ออกแบบการทำงานใหม่” เพราะโลกใบนี้ไม่ได้ต้องการให้เราทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนหมดไฟ แต่ต้องการให้เราทำงานฉลาดขึ้น — และ AI กำลังจะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในเรื่องนี้
Microsoft ประเทศไทย เรียกองค์กรที่กล้าปรับตัวและนำ AI มาทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างกลมกลืนว่า “Frontier Firms” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีล้ำ ๆ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน ที่ไม่ยึดติดกับโครงสร้างเดิม ไม่ผูกกับเวลางานแบบ 9-5 และไม่ทำให้คนต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองตลอดเวลา
AI ไม่ได้มาแทนคน แต่กำลังมาเติมเต็มในสิ่งที่มนุษย์ไม่มีเวลาให้
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Microsoft ประเทศไทย อธิบายว่า ระบบ AI หรือ Agentic AI จะเข้ามาช่วยจัดการกับงานที่ “กินแรงแต่ไม่สร้างค่า” และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีเวลาสำหรับงานเชิงกลยุทธ์ การวางแผน หรือแม้กระทั่ง “หยุดคิดและรีเฟรชสมองบ้าง”
Microsoft แนะนำ 3 แนวทางสำหรับองค์กรที่อยากปรับตัวให้ทันโลกการทำงานยุคใหม่:
ใช้กฎ 80/20 แบ่งงานให้ AI: งานซ้ำ ๆ รายละเอียดเยอะ แต่ไม่สร้างมูลค่า เช่น การจัดการเอกสาร การรวบรวมข้อมูล หรือจัดการประชุม สามารถปล่อยให้ AI ทำแทนได้
ออกแบบผังงาน ไม่ใช่แค่แผนก: AI ไม่สนว่าใครอยู่ฝ่ายไหน มันทำงานข้ามทีมได้หมด ดังนั้น การจัดระบบงานควรยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ต้องติดกรอบฝ่ายหรือโครงสร้าง
บริหาร AI เหมือนบริหารพนักงาน: ให้ AI มีเป้าหมาย ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเปิดโอกาสให้มันพัฒนาได้เหมือนกับคน — ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็น “ทีมเมตที่ไม่เคยลาป่วย”
พฤติกรรมการทำงานของคนไทยวันนี้... พร้อมแล้วหรือยังสำหรับ AI
คนไทยขึ้นชื่อเรื่องความขยัน อึด อดทน และ “รับงานเก่ง” — วัฒนธรรมการทำงานแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือองค์กรเดินได้เพราะมีคนพร้อมสู้ทุกสถานการณ์ แต่ข้อเสียคือ คนทำงานมัก “ไม่กล้าปฏิเสธ” หรือ “แบกทุกอย่างไว้คนเดียว” จนหมดไฟโดยไม่รู้ตัว
การนำ AI เข้ามาในที่ทำงาน จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงแค่เทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เช่น การยอมให้บางอย่าง “อัตโนมัติได้” ไม่ต้องลงมือเองทุกขั้นตอน หรือการให้พนักงานใช้เวลาไปกับงานที่ใช้สมองและหัวใจมากกว่า spreadsheet
เสียงจริงจาก 3 องค์กรไทย ที่เริ่มต้นจับมือกับ AI แล้ววันนี้
SCBX – AI ไม่ใช่ของคนไอที แต่ของทุกคนในองค์กร
ที่ SCBX พนักงานทุกแผนกได้รับการสนับสนุนให้ทดลองใช้ AI กับงานจริง ๆ ของตัวเอง ลลินทิพย์ เยี่ยมพลพัฒน์ เล่าว่า พนักงานในสายงานสินเชื่อทะเบียนรถ สามารถใช้ AI วิเคราะห์และปรับบทพูดคุยกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาด และให้บริการได้ดีขึ้นแบบจับต้องได้
SCGC – AI กลายเป็นงานประจำ ไม่ใช่ของใหม่ชั่วคราว
SCGC พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ชื่อ “AILY” ที่พนักงานทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์ตลาด หรือช่วยเขียนรายงานแบบเบื้องต้น ช่วยให้พนักงานมีเวลาเหลือไปคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ไม่ต้องหมดแรงกับงานรายวัน
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา – AI กับภารกิจระดับประเทศ
ที่นี่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์กฎหมายและเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลของ OECD ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย เล่าว่า AI เข้ามาช่วยให้การแปล ตีความ และประเมินผลกฎหมายทำได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เปิดทางให้ทีมกฎหมายของไทยยกระดับบทบาทสู่เวทีโลก
อนาคตของการทำงานไม่ใช่ "ทำคนเดียวให้ได้ทั้งหมด" แต่คือ "ทำงานเป็นทีม... กับ AI"
ในยุคที่คนเริ่มเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรใหม่ ๆ การมี AI เข้ามาช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยประมวลผลคือเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว เพราะเราไม่ได้ทำงานในโลกที่เดิมอีกต่อไปแล้ว
AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาเป็นทีมเวิร์กที่ “ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยเบื่อ และพร้อมทำซ้ำได้เรื่อย ๆ” ต่างจากมนุษย์ที่วันศุกร์ก็เริ่มฝันถึงวันหยุดแล้ว ถ้าเราเลือกใช้มันให้ถูก มันจะกลายเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของคนทำงานยุคนี้