ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการออกมาประเมินว่า ยอดขายค้าปลีกปี 2568 จะขยายตัว 3.0% ชะลอลงจากปีก่อน และต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 4.25 ล้านล้านบาท โดยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังไม่มีปัจจัยหนุนที่ชัดเจนต่อยอดขายและความเชื่อมั่นของธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคยังต้องวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุม รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่องในฝั่งผู้ประกอบการทั้งจากผู้ประกอบการในประเทศและจากต่างประเทศ
เมื่อมองเข้ามาที่ในรายละเอียดแล้ว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมีการระบุออกมาอย่างชัดเจนว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่เป็นเชนโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ ซีพี และบิ๊กซี เป็นต้น ซึ่งมีการรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก จะมีสัดส่วนยอดขายรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 32% ของมูลค่าตลาดโดยรวม
ผู้ประกอบการที่เป็นเชนโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่นี้ ถือเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในแถวแรกของตลาดค้าปลีกบ้านเรา โดยทิศทางการเติบโตของเชนโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่นี้ นอกจากการเติบโตในประเทศแล้ว กลุ่มทุนเหล่านั้นกำลังมุ่งขยายการเติบโตออกไปยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มซีพี ที่นอกจากจะขยายสาขาของแม็คโครออกไปยังประเทศในเอเชียแล้ว ยังมีการได้สิทธิ์ขยายสาขาของร้าน 7 – Eleven ที่เริ่มมีการขยายออกไปยังประเทศสปป.ลาว บ้างแล้วในปัจจุบัน
ส่วนกลุ่มทีซีซีของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ใช้บริษัทบีเจซี เป็นคนดูแล กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี มุ่งขยายธุรกิจในประเทศอาเซียนที่มีการเติบโตสูง โดยมีอุตสหาหกรรมที่หลากหลาย และมีการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคกว่า 194,000 แห่ง ในหลากหลายประเทศด้วยกัน อย่างในประเทศไทยมีโรงงาน 12 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้า 14 แห่ง ร้านค้าปลีก 12,818 แห่ง และรถขนส่ง 1,556 คัน ซึ่งสามารถกระจายสินค้าไปยังร้านค้ากว่า 89,922 แห่ง อีกทั้งยังมีเครือข่ายจัดจำหน่ายร้านค้ารายย่อยอีก 183 แห่ง

ส่วนในต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม มีโรงงาน 7 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้า 8 แห่ง ร้านค้าปลีก 2,466 แห่ง และรถขนส่ง 373 คัน ซึ่งสามารถกระจายสินค้าไปยังร้านค้ากว่า 104,869 แห่ง
ในสปป. ลาวมีร้านค้าปลีก 68 แห่ง และศูนย์กระจายสินค้า 1 แห่ง กัมพูชามีโรงงาน 1 แห่ง และร้านค้าปลีกอีก 22 แห่ง มาเลเซียมีโรงงาน 2 แห่ง และเมียนมามีสำนักงานตัวแทน 1 แห่ง โดย 91% ของยอดขายต่างประเทศของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี มาจากภูมิภาคอาเซียน และมีอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ย 9.2% ต่อปี ซึ่งในปี 2024 ที่ผ่านมา มียอดขายในอาเซียนเติบโตถึง 15,000 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดในประเทศเอง ผู้เล่นอย่างเดอะมอลล์และกลุ่มเซ็นทรัล มีการวางตำแหน่งของตัวเองไว้ที่การเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยพยายามสร้างให้เมืองไทยก้าวไปสู่การเป็นเดสติเนชั่นด้านการช้อปปิ้งควบคู่ไปกับเรื่องของการท่องเที่ยว
การเติบโตของตลาดที่น่าสนใจจะถูกโฟกัสมาที่ผู้ประกอบการที่เป็น “แถว 2” ของตลาด ซึ่งก็คือบรรดาโลคอล โมเดิร์นเทรดทั้งหลาย โดยผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะมียอดขายต่อบริษัทระหว่าง 1,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี อาทิ ตั้งงี่สุน อุดรธานี ยงสงวน อุบลราชธานี ธนพิริยะ เชียงราย เซนโทซ่า ขอนแก่น ส.ล. โฮลเซลส์ สกลนคร ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต สหไทย นครศรีธรรมราช ห้างทวีกิจ บุรีรัมย์ ห้างมาเธอร์ ที่กระบี่ ห้างไชยแสง จังหวัดสิงห์บุรี และDo Home ที่มีฐานที่อุบล เป็นต้น
หากนับเฉพาะค้าปลีกที่ทำตลาดสินค้า FMCG จะมีประมาณกว่า 100 ราย แต่ถ้านับรวมร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างจะมีรวมๆ กันกว่า 200 ราย ตลาดในส่วนนี้จะกินสัดส่วนประมาณ 18 – 20% ของตลาดค้าปลีก ค้าส่งส่วนโดยรวม
ขณะที่ผู้ประกอบการในแถวที่ 3 ของตลาดค้าปลีกบ้านเราจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เรียกว่า “โชวห่วย” จะกินสัดส่วนประมาณ 50% ของตลาด โดยผู้ประกอบการในส่วนนี้จะมีรวมๆ กันราว 4 – 5 แสนราย ตัวเลขนี้จะอยู่ประมาณนี้ มานาน เนื่องจากแม้จะมีผู้ประกอบการโชวห่วยที่ล้มหายตายจากไป แต่ก็มีรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นธุรกิจที่เข้ามาทำได้ไม่ยาก
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทย บอกว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก ส่งผลกระทบต่อร้านโชวห่วย อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการในแถวที่ 2 ที่เป็นโลคอล โมเดิร์นเทรด จากการสำรวจของสมาคม พบว่า โลคอล โมเดิร์นเทรด แต่ละราย มีกระแสเงินสด หรือ Cash flow ที่หมุนเวียได้ประมาณ 12 เดือน ซึ่งนั่นหมายถึงว่า แม้ยอดขายจะลดลง แต่ก็ไม่กระทบจนมีผู้ประกอบการรายใดที่ต้องถอนตัวออกจากตลาด

เมื่อมองมาที่ผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรดแล้วจะพบว่า ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในบ้านเราจะมาจากการเป็นยี่ปั๊วในอดีต ก่อนที่จะมีการปรับตัวเองให้กลายมาเป็น “ยี่ปั๊วพันธุ์ใหม่” ที่มีการผสมผสานรูปแบบการทำตลาด คือนอกจากขายส่งในรูปแบบของ Cash&Carry ที่ลูกค้าที่เป็นร้านค้าย่อยเข้ามาซื้อ จ่ายเงินสดและยกกลับบ้านแล้ว ยังมีการขายปลีกหน้าร้านในรูปแบบของซูเปอร์สโตร์ที่เน้นขายสินค้าราคาถูก โดยอาศัยข้อได้เปรียบในเรื่องของวอลุ่มการสั่งซื้อที่มีจำนวนมากจากการขายส่งพ่วงขายปลีก พร้อมกับเรื่องของโลเคชันของร้านที่อยู่ในทำเลใจกลางเมืองมาเป็นตัวช่วย อย่างไรก็ตาม การเติบโตหลังจากนี้ไปจะต้องมาจากสาขาใหม่ๆ มากกว่าแค่การมีสาขาเพียงแห่งเดียว
การเติบโตจากการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในสาขาใหม่ๆ กำลังเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการค้าปลีกในกลุ่มนี้ทำกัน เป็นการสอดรับกับแนวทางการทำธุรกิจที่ถูกเปลี่ยนผ่านมาสู่ผู้บริหารรุ่นลูกที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการนำรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ๆ เข้ามาทำธุรกิจของตัวเองมากขึ้น
โดยมีบางรายที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ซึ่งการทรานสฟอร์มตัวเองเป็นบริษัทมหาชนนั้น ไม่ได้มองแค่เรื่องของการระดมทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญจะอยู่ที่การนำรูปแบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยเป็นมหาชนเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยปัจจุบัน มีหลายรายที่เป็นบริษัทมหาชน อาทิ เค แอนด์ เค หาดใหญ่ ธนพิริยะ เชียงราย และมาร์เธอร์ กระบี่ เป็นต้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรดในต่างจังหวัด เริ่มมีการวมตัวกันเพื่อตั้งสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทยที่เข้ามาเป็นแกนกลางในการร่วมรวบผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรดเหล่านั้นให้เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีทันตแพทย์วชิรวิชญ์ ศิริไชย ผู้บริหารของร้านศรีสมัย ยะลา ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง รายใหญ่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนายกสมาคม

ทันตแพทย์วชิรวิชญ์ ศิริไชย เคยออกมาพูดเมื่อครั้งเปิดตัวสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อกว่าขวบปีที่แล้วว่า ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของตลาดในแต่ละพื้นที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งแผนการตลาดของซัพพลายเออร์ที่ถูกวางไว้จากส่วนกลางอาจจะใช้ไม่ได้ผล จึงต้องใช้ความเข้าใจในพฤติกรรม ความต้องการ ตลอดจนความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของตลาดในพื้นที่ของผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรด ดังนั้น โลคอล โมเดิร์นเทรดจึงยังคงบทบาทความสำคัญในฐานะของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจตลาดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
การรวมตัวจัดตั้งเป็นสมาคมจึงมีเป้าประสงค์อยู่ที่การสร้างความร่วมมือทั้งกับคู่ค้า และผู้ประกอบการด้วยกันในการที่จะร่วมพัฒนาตลาดค้าปลีกในต่างจังหวัดร่วมกัน โดยล่าสุด มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ในเรื่องของการนำ AI เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสต็อคสินค้าที่ถือเป็นต้นทุนสำคัญในการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีการจับมือกันทำแคมเปญการตลาดร่วมกัน อย่างการทำแคมเปญ Local Low Cost ที่เป็นการ จับมือร่วมกันของผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรด 52 รายทั่วประเทศ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการทำแคมเปญลดราคาสินค้าร่วมกัน ที่จัดมาเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว
การเติบโตที่ถูกขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการท้องถิ่นจึงน่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว.....