การเติบโตของอินเทอร์เน็ตกลางทศวรรษ ปี 1995-2000 เกิดกระแส New Economy มาพร้อมความเชื่อที่ว่า ผู้ทำธุรกิจ.com (ดอตคอม) จะเติบโตรวดเร็วและสร้างการเปลี่ยนแปลงเกิดการมองโลกแง่ดีเกินไป มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลลงในสตาร์ทอัพ ตามด้วยการทำ IPO การเก็งกำไร ราคาหุ้นรุนแรง บริษัทผู้ทำธุรกิจโต แต่ทำรายได้และกำไรไม่ได้ ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งแตกในช่วงปี 2001
สภาวะดังกล่าวกลับมาหลอนอีกครั้ง เมื่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ราคาทะยาน ทำ New High รายวัน จนกระทั่งนักสังเกตการณ์มองว่า ภาวะฟองสบู่แบบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้ง Dot-com Bubble จะกลับมาอีกครั้ง
ล่าสุด วิวาทะเกิดจาก EricSchmidt อดีตซีอีโอ Google ผู้ไม่เชื่อว่า AI จะทำให้เกิดวิกฤตฟองสบู่แต่จะเป็น "โครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด" ขณะที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีตมองตรงข้ามเหตุผล คือบริษัท 10 อันดับแรกใน S&P 500 ปัจจุบันมีมูลค่าสูงเกินจริงสถานการณ์ไม่ต่างจากช่วงฟองสบู่แตกครั้งที่แล้ว
ในการประชุมสุดยอด RAISE ที่กรุงปารีส Schmidt กล่าวว่าสิ่งที่เขาได้ยินจากผู้บริหารส่วนใหญ่ คือ AI เป็น Classic Bubble
AI เติบโตรวดเร็วนับตั้งแต่ ChatGPT ได้รับความนิยม ตามด้วยการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จนล่าสุด เกิดสงครามแย่งชิงบุคลากรครั้งใหม่ภายใต้มูลค่าตลาด ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 189,000 ล้านดอลลาร์ (6.1 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 จะเติบโตเป็น 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ (155 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033
ขณะที่บางคนอาจมองเห็นสัญญาณความเป็นไปได้ของการล่มสลาย แต่ Schmidt ซึ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของGoogle ช่วงเกิดวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตกไม่คิดว่า AI จะประสบชะตากรรมเดียวกัน ปัจจุบัน เขาลงทุนในบริษัท AI หลายแห่ง รวมถึง Anthropic คู่แข่งของ OpenAI ซึ่งเป็นผู้ผลิต ChatGPT ชี้ให้เห็นว่า ตลาดฮาร์ดแวร์และชิปส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดนี้มีอายุยืนยาวการเติบโตของตลาดชิป เป็นเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า AI จะขยายตัวต่อเนื่อง
“คุณมีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่มาก และ Nvidia ก็ยินดีที่จะขายชิปทั้งหมดให้กับพวกเขา” Schmidt กล่าว “ผมยังไม่เห็นสัญญาณที่ความจุของฮาร์ดแวร์จะไม่ถูกซอฟต์แวร์ใช้”
Schmidt กล่าวถึงการสนทนากับผู้บริหารด้าน AI ว่า เขาได้ยินมาว่าอุตสาหกรรม AI กำลังอยู่ใน "ช่วงของการสร้างมากเกินไป" และจะพบกับ "ภาวะเกินขีดความสามารถในอีกสองหรือสามปี"
พวกเขาจะพูดว่า “ฉันไม่เป็นไรหรอก แต่คนอื่นจะสูญเงินที่ลงทุนไปทั้งหมด”
อีกด้านหนึ่ง ก็มีการถกเถียงกันของนักเทคโนโลยีจาก Bay Area ที่คิดว่า
Reinforcement Learning Chains จะเปลี่ยนแปลงโลก
“ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของมนุษยชาติ ก็แสดงว่ามันยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร และเราต้องการมันมากกว่านั้น”
Schmidt ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังการผลิตที่มากเกินไปหรือการขยายตัวที่ไม่เพียง พอ แต่เขาก็ได้แสดงความเห็นกับประเด็นที่ว่าอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการแก้ไขปัญหาฟองสบู่หรือไม่
“จากประสบการณ์ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ว่านี่จะเป็นฟองสบู่” Schmidt กล่าว “แต่ที่เป็นไปได้มากกว่าคือคุณจะเห็นโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด”
ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับ Schmidt บนวอลล์สตรีท กระแสเรื่องฟองสบู่ยังคงคุกรุ่น
วันพุธที่ผ่านมา TorstenSløk หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo Global Management รายงานว่าตลาดหุ้นกำลังเผชิญภาวะฟองสบู่ใหญ่กว่ายุคดอทคอมบูมมุมมองของเขา ตัวการหลักคือ AI
“ความแตกต่างระหว่างฟองสบู่ไอทีในช่วงทศวรรษ 1990 กับฟองสบู่ AI ในปัจจุบันคือ บริษัท 10 อันดับแรกใน S&P 500 ปัจจุบันมีมูลค่าสูงเกินจริงมากกว่าในช่วงทศวรรษ 1990” Sløk เขียนไว้
ที่มา
https://www.aol.com/heres-biggest-names-tech-business-090301459.htmlหมายเหตุ 1.Classic Bubble เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่ราคาของสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued) ราคาที่พุ่งขึ้นเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเก็งกำไร การลงทุนเกินจริง และความเชื่อมั่นที่มากเกินไป เมื่อฟองสบู่แตก ราคาจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ
2.Reinforcement Learning เป็น Machine Learning ประเภทหนึ่งที่เหมาะกับปัญหาที่มีหลายทางเลือก พยายามให้คำตอบว่าการเลือกทางใดจะได้รับประโยชน์มากที่สุด)