บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้ผลิตไส้กรอกพรีเมียมภายใต้แบรนด์ “บุชเชอร์” (Bucher) เปิดตัวสินค้าใหม่ “Bucher Rosette Salami” และ “Bucher Chorizo” ซาลามีแท้สูตรต้นตำรับจากประเทศฝรั่งเศส นำเข้าโดยตรงจากผู้ผลิตชื่อดัง Montagne Noire ผ่านความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะสาขาพิเศษของ 7- Eleven
โดย Montagne Noire เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับ TOP10 ของฝรั่งเศส ที่ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ ความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและรักษาสถานะที่สำคัญในเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค Montagne Noire ได้ดี อีกทั้งยังได้รับการยอมรับด้านความเชี่ยวชาญในการรับประกันคุณภาพฉลากแดง (Red Label) ซึ่งรับประกันมาตรฐานคุณภาพสูง สร้างความไว้วางใจและความภักดีของผู้บริโภค

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในซีรีส์ “Classic French Salami” มาในรูปแบบพร้อมเสิร์ฟแบบ Grab & Go ขนาด 30 กรัม วางราคาให้หยิบง่ายที่ 59 บาท เจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ชื่นชอบรสชาติระดับพรีเมียมในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย โดยตั้งเป้าเจาะตลาดที่เป็นหัวเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา ย่านที่พักอาศัยที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การเปิดตัว “Bucher Rosette Salami” และ “Bucher Chorizo” ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ Bucher ในการยกระดับอาหารกลุ่ม Cold Cuts ให้เข้าถึงคนไทยมากขึ้น และถือเป็นครั้งแรกที่ซาลามีแท้จากฝรั่งเศสถูกนำมาจำหน่ายในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7- Eleven
“เรานำเข้ามาเป็นชิ้นใหญ่ แล้วมาสไลด์ที่นี่ เพื่อทำให้ต้นทุนถูกลง ปกติขายกันราคาค่อนข้างสูงคนไทยจึงทานกันน้อย เราเลยคิดว่าทำอย่างไรให้ของดีมีราคาถูกลง แม้ว่าจะเป็นสินค้าในตลาดพรีเมียมเราก็วางราคาที่จับต้องได้อยู่ที่ 59 บาท/แพ็ก ก็ดูมีโอกาสที่ดี แต่เราวางเป็น Selective Store คือ 7- Eleven เขามีความสามารถที่จะเลือกว่าสาขาไหนเหมาะกับสินค้าอะไร ซึ่งใน 7- Eleven จะมี Core Product กับ Special แต่ละที่ไม่เหมือนกัน”

สุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ดโซลูชั่น จำกัด (CPFGS) กล่าวว่า ปัจจุบัน “Bucher Rosette Salami” และ “Bucher Chorizo” ได้ทดลองวางจำหน่ายที่ 7- Eleven ไปแล้วจำนวน 419 สาขา และวางแผนขยายจุดขายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง พร้อมการประชาสัมพันธ์ในเชิงการจับคู่ (Pairing) ทานกับอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ คือ ชีส ไวน์แดง ขนมปังกรอบ ที่มีจำหน่ายใน 7- Eleven อยู่แล้ว รวมถึงอาจมีการนำเสนอในรูปแบบ Set Idea ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวรู้จักสินค้านี้อยู่แล้ว
“ในแหล่งท่องเที่ยวหรือหัวเมืองหลักอย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา ถ้านักท่องเที่ยวเดินเข้า 7- Eleven ก็จะ Pairing ได้สะดวก เราต้องแน่ใจว่าเมื่อเรานำสินค้าเข้าไปขายในสาขานั้นๆ จะมี Eco-system ที่ครบ เพื่อให้เป็น Destination สำหรับเขา ซึ่งเป้าหมายเราจะขยายจุดขายไปเรื่อยๆ อย่างน้อยต้องได้สัก 50% ของสาขา 7- Eleven แต่ต้องดูกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ก่อน และศึกษากลุ่มลูกค้าเป็นใครบ้าง ถ้าสามารถเข้ากลุ่มวัยรุ่นได้ก็เป็นเรื่องดี ส่วนนักท่องเที่ยวเป็นเป้าหมายหลักอยู่แล้ว เราอยากให้คนไทยหันมาบริโภคสินค้าเป็นพรีเมียมของฝรั่งเศสมากขึ้น อนาคตอาจมีรูปแบบสินค้าที่แตกต่างออกไป หรือขายแบบ Combination กับอะไรบางอย่าง ตอนนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้จักตลาด”

ในอนาคต ซีพีเอฟ อาจมีการพิจารณานำเข้าสินค้าพรีเมียมจากยุโรปอย่างอังกฤษ อิตาลี และสเปน เข้ามาจำหน่ายเพิ่มเติม รวมถึงมีแผนขยายกลุ่มสินค้าพรีเมียมไปสู่ผลิตภัณฑ์ Premium Health เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพ และต้องเข้าถึงในทุกเซกเมนต์ ในขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย โดยเลือกซื้อสินค้าอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในอนาคต
“สินค้าพรีเมียมไม่ได้หมายความว่าต้องมีราคาแพง แต่เป็นการพัฒนาสินค้าที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น อาหารที่มีประโยชน์ในการป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้น และสินค้าพรีเมียมต้องมีราคาเข้าถึงได้ตั้งแต่ 30 - 70 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเลือกรับประทานได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มซื้อสินค้าในปริมาณที่น้อยลงแต่บ่อยครั้งมากขึ้น ผู้ผลิตควรพิจารณาขนาดบรรจุภัณฑ์และความถี่ในการจัดจำหน่ายสินค้า” สุจริต กล่าว