เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจอาหารไทย จากผู้ผลิตเชิงเกษตรสู่บริษัทอาหารระดับโลกที่มีรากฐานของ “นวัตกรรม” ค่อนข้างชัดเจน ความสำเร็จตลอดเส้นทางกว่า 50 ปีของซีพีเอฟเกิดจากการผสานเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์อาหาร และความเข้าใจผู้บริโภคเข้ากับโมเดลธุรกิจ จนกลายเป็นระบบนิเวศของอาหารที่ครบวงจรและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยให้องค์กรแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า
เมื่อพิจารณาจากจุดเริ่มต้น ซีพีเอฟเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ในเอเชียที่นำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กับการคิดค้นสูตรอาหารสัตว์ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่งถือกำเนิด สิ่งนี้เป็นมากกว่าการลงทุนด้านเครื่องมือ เพราะสะท้อนวิสัยทัศน์และการมองเห็นอนาคตในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาประสบการณ์เชิงเกษตรแบบดั้งเดิม การตัดสินใจครั้งนั้นสร้างความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพ ทำให้ได้สูตรอาหารที่แม่นยำ ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ คุณภาพเนื้อ และยังลดของเสีย รวมถึงก๊าซมีเทนในระบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิม ซึ่งภายหลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนของแนวทาง “นวัตกรรมเชิงยั่งยืน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่องค์กรยึดถือมาจนปัจจุบัน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซีพีเอฟพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการขยายธุรกิจในลักษณะบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์ม โรงเชือด โรงงานผลิตอาหาร ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และการกระจายสินค้าในตลาดโลก ความสามารถนี้ทำให้องค์กรสามารถควบคุมมาตรฐานในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซีพีเอฟสามารถสร้างนวัตกรรมที่มีผลต่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ อธิบายว่า “สำหรับซีพีเอฟ นวัตกรรมไม่ใช่โปรเจกต์หนึ่งในองค์กร แต่เป็นวิธีคิดที่ทำให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง ทั้งในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารของไทย และในฐานะผู้ส่งออกอาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก” คำกล่าวนี้ฉายภาพให้เห็นว่า นวัตกรรมในความหมายของซีพีเอฟไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องทดลองหรือฝ่าย R&D แต่เป็นระบบความคิดที่อยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ชาวฟาร์ม นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงฝ่ายการตลาดและโลจิสติกส์
หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ถือเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจให้ซีพีเอฟในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือการพัฒนา Probiotic สำหรับอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนระดับโลก เพราะ Probiotic ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ทำให้สัตว์แข็งแรง ลดความเครียดจากสภาพแวดล้อมการเลี้ยง ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันโรคเหมือนในอดีต
ผลลัพธ์คือเนื้อสัตว์ที่ปลอดจากสารตกค้าง ปลอดเชื้อดื้อยา (AMR-Free) และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสูง ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของอาหารอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดพรีเมียมในอเมริกาเหนือ

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพ แต่ยังต่อยอดเป็นแคมเปญระดับโลก “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” ที่ซีพีเอฟส่งผลิตภัณฑ์ไก่ไทยคุณภาพสูงเข้าสู่โปรแกรมพัฒนาอาหารสำหรับภารกิจอวกาศ ร่วมกับหน่วยงานระดับโลกอย่าง Axiom Space เเละ Voyager ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยให้มีมาตรฐานเดียวกับอาหารที่นักบินอวกาศรับประทาน สู่การประกาศมาตรฐานใหม่ของประเทศอย่าง Space Safety Standard มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับอวกาศ ซึ่งทำให้ไก่ไทยของซีพีเอฟ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัย นวัตกรรม และศักยภาพการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง
ในอีกด้านหนึ่ง ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ในระดับที่ลึกและหลากหลายกว่าที่อุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่เคยทำ โดยมองว่าข้อมูลผู้บริโภคคือหัวใจของการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ในระดับผู้บริโภค (Consumer Insights) ซีพีเอฟใช้ Machine Learning วิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคในหลายตลาด คาดการณ์แนวโน้มสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความพร้อมจ่ายของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย ข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การออกแบบสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ได้แม่นยำ เช่น อาหารโปรตีนสูง อาหารเพื่อผู้สูงอายุ อาหารปรับรูปแบบสำหรับผู้มีปัญหาการกลืน และอาหารพร้อมทานที่เหมาะกับชีวิตเร่งรีบของคนเมืองยุคใหม่
นอกจากนี้ยังใช้ AI Taste Simulation เพื่อจำลองการรับรสของผู้บริโภคในหลายกลุ่ม ทำให้การพัฒนาสูตรใหม่เกิดขึ้นรวดเร็วหลายเท่า ลดจำนวนรอบการทดลอง และช่วยทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าใจผู้บริโภคในรูปแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การนำ AI มาใช้ในกระบวนการนี้ทำให้การออกสินค้าใหม่มีความแม่นยำและเสี่ยงน้อยลง ซึ่งเป็นความสามารถที่ทำให้ซีพีเอฟสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตอาหารระดับโลกที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นกัน

ในระดับการผลิต ซีพีเอฟนำเทคโนโลยี Automation, IoT และ AI มาใช้ในระบบ Smart Farm และ Smart Factory อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระบบให้อาหารแบบอัตโนมัติที่คำนวณปริมาณอาหารตามความต้องการของสัตว์แต่ละช่วงวัย เซนเซอร์ตรวจสภาพแวดล้อม ฟาร์มควบคุมอุณหภูมิและระบบระบายอากาศแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงระบบติดตามสุขภาพสัตว์ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ล่วงหน้า ทำให้การดูแลเป็นเชิงป้องกันมากกว่าเชิงแก้ไข
ด้านโรงงานผลิตอาหาร ระบบหุ่นยนต์ และ Predictive Maintenance ถูกนำมาใช้เพื่อลดของเสียลดการหยุดชะงักของสายการผลิต และเพิ่มความโปร่งใสให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงผู้บริโภค สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคู่ค้าต่างประเทศและผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลโปร่งใสครบทุกขั้นตอน
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมของซีพีเอฟ คือการเชื่อมโยงกับความยั่งยืน ซึ่งถูกพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์หลักชื่อว่า “Sustainovation” แนวคิดนี้ยอมรับว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และการจัดการของเสีย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการดั้งเดิม แต่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟจึงเน้นหนักไปที่การพัฒนา Low-Carbon Food ผ่านการควบคุมคาร์บอน Footprint ตลอดกระบวนการผลิตจนสามารถสร้างรายการสินค้าในหมวดนี้ได้มากกว่า 900 รายการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเลขสูงสุดของอุตสาหกรรมอาหารไทย พร้อมกันนั้นซีพีเอฟยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ฟาร์ม ไบโอแก๊ส และชีวมวล เพื่อนำของเสียกลับมาใช้เป็นพลังงานลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากฟาร์มและโรงงาน ขณะเดียวกันยังพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น ถาดจากพืช ถาด PLA แบบย่อยสลายได้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดเดียวเพื่อรีไซเคิลง่าย และถาดไข่จาก rPET เพื่อลดการใช้พลาสติกใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

ทิศทางอนาคต ซีพีเอฟเตรียมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใน 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Well-being Food) อาหารพร้อมทานคุณภาพสูง (Ready-to-Eat) และการขยายสู่ตลาดต่างประเทศควบคู่กับการผลักดัน Soft Power อาหารไทย โดยมองว่าความต้องการอาหารปลอดภัย คุณภาพสูง มีคุณค่าทางโภชนาการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นตลาดเอเชียที่เติบโตเร็ว ตลาดยุโรปที่เข้มงวดด้านมาตรฐานหรืออเมริกาเหนือที่มีกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพจำนวนมาก
คุณอนรรฆวี ทิ้งท้ายว่า “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นวัตกรรมจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นผู้นำในธุรกิจอาหาร เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าซีพีเอฟต้องเป็นองค์กรที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาหารไทยและอาหารโลกไปพร้อมกัน” ถือเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ที่สะท้อนว่าเส้นทางขององค์กรนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยนวัตกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านคุณค่าอาหาร ผู้บริโภค และผลกระทบเชิงบวกต่อโลก