หลังจากสร้างกระแสด้วยการประมูลคลื่น 2300 MHz สำเร็จ และฝ่าปัญหาโครงข่ายสะดุดชั่วคราวมาได้ รายได้ไตรมาส 2 ของทรูยังคงตัวเกินคาด แม้จะอยู่ระหว่างการปรับองค์กรครั้งใหญ่จากการควบรวมทรูและดีแทค ซึ่ง ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ เปรียบเทียบว่าเหมือน “การเปลี่ยนเครื่องยนต์เครื่องบินกลางอากาศ” เสี่ยงสูงแต่จำเป็น
หัวใจของเกมรุกครั้งนี้คือ การสร้างความเชื่อใจจากลูกค้า ผ่านการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ “โฟกัส” มากขึ้น ลดขั้นตอน ตัดสินใจเร็ว และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาด
5 กลยุทธ์หลักของทรู
1. Customer Champion : เป็นผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้า
ทรูตั้งเป้าจะไม่เป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่แข่งขันกับผู้เล่นในประเทศ แต่จะยกระดับไปสู้กับมาตรฐานของบริษัทระดับโลกที่ลูกค้าเปรียบเทียบประสบการณ์อยู่ทุกวัน เป้าหมายคือทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่เหนือกว่าความคาดหวัง ไม่ว่าตลาดจะอิ่มตัวเพียงใด และแม้ทุกคนจะมีซิมอยู่แล้ว ทรูก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากซื้อเพิ่ม และแนะนำต่อให้คนรอบข้าง
2. Win the Home : ชนะตลาดบ้านและครัวเรือน
จากฐานลูกค้าในปัจจุบันที่ครองใจครัวเรือนไทยกว่า 10 ล้านครัวเรือน ทรุต้องการขยายส่วนแบ่งตลาดด้วยบริการดิจิทัลครบวงจร ทั้งบรอดแบนด์คุณภาพสูง บริการความบันเทิง และโซลูชันสมาร์ทโฮม เพื่อให้แบรนด์ทรูเป็นตัวเลือกแรกที่คนไทยนึกถึงเมื่อพูดถึงชีวิตดิจิทัลในบ้าน
3. Accelerating B2B Digital Transformation : เร่งการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลให้ภาคธุรกิจ
ทรูกำหนดให้ตลาดองค์กรและ SME เป็นหนึ่งในหัวหอกสร้างการเติบโตระยะยาว ปัจจุบันรายได้จากกลุ่มนี้อยู่ที่ราว 7-8% ของทั้งบริษัท แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกมาก ด้วยการนำเสนอโซลูชันการสื่อสาร โครงข่ายดิจิทัล และบริการคลาวด์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถแข่งขันของลูกค้าองค์กร
4. Empowering the Future with AI : สร้างอนาคตด้วย AI
ทรูเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเป็น AI-First Company โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติในทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่การดูแลลูกค้า การบริหารโครงข่าย ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ลดเวลา และเพิ่มคุณภาพการให้บริการในทุกจุดสัมผัส
5. Sharpened Focus on Digitalization : ดิจิทัลเต็มรูปแบบและคล่องตัว
มุ่งสู่การเป็นองค์กร “Legacy Free” เลิกพึ่งพาระบบเก่า ปรับโครงสร้างและระบบงานให้พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางแบบ Omni-channel และใช้ Automation ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ทำให้การพัฒนาบริการและการตอบสนองลูกค้าเร็วขึ้น ทันกับความต้องการตลาด
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย และให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ดังกล่าว ทรูประกาศแต่งตั้งทีมผู้บริหารภายใต้โครงสร้าง “Focused Organization” โดยยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ มีผล 1 กันยายน 2568 นี้
1. นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช หรืออดีต CEO ทรู ขึ้นตำแหน่ง Chief Customer & Retail Officer
2. นายชารัด เมห์โรทรา หรืออดีต CEO ดีแทค ขึ้นตำแหน่ง Chief Consumer Business Officer
3. นายคูรัม อัชฟาค ขึ้นตำแหน่ง Chief Network Officer
4. นายฐานพล มานะวุฒิเวช ขึ้นตำแหน่ง Chief Home Connectivity Officer
5. ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ขึ้นตำแหน่ง Chief Enterprise Business Officer
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตำแหน่งใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อ Next Step ของทรู ‘หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์’ (Chief Data and AI Officer) เพราะจะเป็นแกนกลางในการผลักดันองค์กรสู่ AI-First Company ทั้งด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อเข้าใจลูกค้าเชิงลึก และการพัฒนา AI ให้ช่วยยกระดับการให้บริการ ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกแผนก
นอกจากนี้ ยังมี หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Chief Information Technology Officer) อีกตำแหน่งใหม่ที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นผู้วางสถาปัตยกรรมระบบ IT ให้รองรับการทำงานแบบ Digital-First และ Legacy Free ทำให้การเปิดตัวบริการใหม่เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ
นายซิกเว่ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าได้วางเป้าหมายชัดเจนเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกด้าน โดยด้านเครือข่ายเราจะเสร็จสิ้นโครงการ One Network 100% ภายในเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับสัญญาณ 5G/4G ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยคลื่นความถี่ 2300 MHz ที่ประมูลมาล่าสุดจำนวน 70 MHz ซึ่งมีความจุเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 10 MHz จะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น 17% ทันที และคลื่น 2300 MHz สามารถรองรับการใช้งาน 5G ได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ทรูจะยกระดับประสบการณ์ใช้งาน 5G บนคลื่น 2600 MHz ด้วยการใช้เทคโนโลยี Dynamic Spectrum Sharing (DSS) ที่จะช่วยให้การใช้งานสัดส่วน 5G และ 4G ยืดหยุ่นตามสัดส่วน และ 5G จะสามารถเปิดให้บริการเต็มศักยภาพแบนด์วิดท์ทั้ง 90 MHz และเริ่มใช้คลื่นใหม่ 1500 MHz เพื่อเพิ่มความจุดาวน์ลิงก์ร่วมกับคลื่นย่านความถี่ต่ำแบนด์อื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วเครือข่ายอีกด้วย
ด้านการบริการดิจิทัล เราตั้งเป้าให้ลูกค้าทุกรายสามารถทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันได้ครบทุกรูปแบบ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีลูกค้าหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลแล้ว 19% และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านประสบการณ์ลูกค้า เราจะมอบการบริการไร้รอยต่อทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน คอลเซ็นเตอร์ หรือแอปพลิเคชัน โดยลูกค้าสามารถเริ่มต้นธุรกรรมในช่องทางหนึ่งแล้วไปทำต่อในอีกช่องทางได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์แล้วมาดำเนินการต่อที่หน้าร้าน หรือสลับไปใช้แอปได้ทันที เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ทุกความต้องการ"
หากมองในตลาดโทรคมนาคมปัจจุบัน AIS ยังครองตำแหน่งผู้นำด้านฐานลูกค้าและภาพลักษณ์เครือข่ายที่ครอบคลุม ขณะที่ NT เน้นบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานและตลาดภาครัฐ ทว่าเกมรุกของทรูหลังควบรวมดีแทคเปิดช่องให้มี “ขนาด” ที่ใกล้เคียงกับ AIS มากขึ้น และยังได้เปรียบด้านความหลากหลายของบริการที่ผสานมือถือ บรอดแบนด์ และคอนเทนต์ความบันเทิงในมือเดียว
ดังนั้น กลยุทธ์การขึ้นเป็น “AI-First Company” โดยมีตำแหน่ง Chief Data and AI Officer และ Chief IT Officer เป็นหัวเรือ ถือเป็นการวางหมากที่ AIS และคู่แข่งอื่นต้องเร่งไล่ตาม เพราะจะเปลี่ยนทั้งวิธีให้บริการและการจัดการต้นทุนในระยะยาว
การปรับโครงสร้างองค์กรและประกาศ 5 กลยุทธ์หลักของทรูหลังควบรวมดีแทค ไม่เพียงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเปลี่ยนองค์กรสู่ยุค AI-First Company อย่างเต็มรูปแบบ การเพิ่มตำแหน่งใหม่ด้าน Data and AI และ IT คือหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงกลยุทธ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทรูสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและเวทีโลก พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และแตกต่าง ท่ามกลางตลาดที่ผู้บริโภคคาดหวังสูงและเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ทรูจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกดิจิทัลยุคใหม่ได้หรือไม่