หลายคนคงจะคุ้นเคยกับ “Lazy Economy” ที่ถือได้ว่าเป็นเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนความต้องการของคนในยุคใหม่ ซึ่งต้องการความสะดวกสบาย ทำให้คนรุ่นใหม่ยินดีที่จะจ่ายเพื่อหาสินค้าหรือบริการที่เข้ามาตอบโจทย์ และทำให้เกิดความ รู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
แม้ไอ้เจ้า“ความขี้เกียจ” นี้อาจฟังดูเป็นพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แต่ใครจะรู้ว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับเจ้าความขี้เกียจนี้จนเป็นที่มาของ “วันขี้เกียจสากล” ซึ่งตรงกับวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพักผ่อน และผ่อนคลายความเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
โดยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แฝงไว้ด้วย “ความขี้เกียจ” นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์หลากหลายนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ โอนเงิน จองตั๋ว สั่งอาหาร หรือเรียกรถ ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ความสะดวกสบายเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ผู้คนสะดวกสบายขึ้น แต่ยังทำให้โลกเริ่มมอง “ความขี้เกียจ” มุมใหม่ในฐานะแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจอีกด้วย
คนไทย "ขี้เกียจอะไรที่สุด?" จากข้อมูลสู่เส้นทางนวัตกรรมแห่งความสบาย
ความสะดวกสบาย คือคำตอบของการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน “ความขี้เกียจ” จึงกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมที่เข้าใจความต้องการในส่วนลึกของผู้บริโภคมากขึ้น
จากงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน ครอบคลุมทุกเจนเนอเรชัน ตั้งแต่ Gen Z Gen Y Gen X ไปจนถึง Baby Boomers พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า 5 อันดับกิจกรรมที่คนมักมีอาการ ขี้เกียจมากที่สุด ได้แก่ 1. การออกกำลังกาย ร้อยละ 84 2. การรอคิวซื้อของ ร้อยละ 81 3. การทำความสะอาดบ้าน ร้อยละ 77 4. การอ่านหนังสือ ร้อยละ 70 และ 5. การทำอาหาร ร้อยละ 69 ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายพฤติกรรมนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรไทยที่สามารถหยิบยก Pain Point เหล่านั้น มาใช้ประโยชน์ในการนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วไปได้อย่างลงตัว

ขณะที่ “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)” หรือ NIA ออกมาชี้แนะ 5 นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ซึ่งจะมีความเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คน และช่วยเปลี่ยน “ความขี้เกียจ” ให้กลายเป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ฉลาดขึ้น และเบาแรงลงในทุกมิติ
1.ป๊อกๆ รถอาหารแสนอร่อย ส่งตรงเมนูดังถึงหน้าบ้าน
แค่คิดจะฝ่ารถติดไปหาร้านอร่อยก็เหนื่อยแล้ว “PokPok - ป๊อกๆ รถอาหารแสนอร่อย” จึงเป็นคำตอบของสายกินที่อยากอร่อยแบบไม่ต้องออกแรง PokPok เป็นแพลตฟอร์มบริการรถส่งอาหารที่รวบรวมเมนูอร่อยจากร้านอาหารเจ้าดังครอบคลุมกว่า 500 ร้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะในย่านเยาวราช เสาชิงช้า นครปฐม และราชบุรี ส่งตรงถึงหน้าบ้าน โดยไม่มีค่าส่งตามระยะทาง ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม และยังไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวเอง
ถือเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ”รถพุ่มพวง” สุดคลาสสิก โดยบริการของรถป๊อกๆ มี 2 แบบ คือกดสั่งเมนูอาหารผ่านแอป แล้วรออาหารมาส่งเหมือนสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ทั่วไป หรือจะทักที่ LINE: @rodpkpok แพลตฟอร์ม PokPok มีระบบจัดการหลังบ้านที่แม่นยำ โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการจดจำและแนะนำเมนูอาหารสำหรับลูกค้า
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการจัดกลุ่มลูกค้า สร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ รวมถึงการเช็กสถานะสินค้า โดยสามารถดึงข้อมูลการจราจรมาคำนวณแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติร้านประจำได้โดยไม่ต้องฝ่ารถติดหรือรอคิว ปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ดูแลประจำเส้นทาง เปิดให้บริการแล้วกว่า 116 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีผู้ให้บริการรับส่งอาหารกว่า 52 ราย สามารถสร้างรายได้เข้าสู่แพลตฟอร์มจาก
การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความขี้เกียจที่ลงตัวแบบนี้ ทำให้ค่าคอมมิสชั่นของร้านอาหารและคนขับรถส่งอาหาร ยอดขายของบริษัทเบื้องต้นในปี 2024 ยอด 62 ล้านบาท ส่วนปี 2025 ยอดขายประมาณ 24 ล้านบาท ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค.
2.Hungry Hub – บุฟเฟ่ต์ดีลพิเศษ จองง่ายแค่ปลายนิ้ว
อยากกินบุฟเฟต์แบบคุ้มค่า แต่เบื่อการโทรจองหรือรอลุ้นโต๊ะว่าง? “Hungry Hub” แพลตฟอร์มจองร้านอาหารที่เข้าใจคนรักบุฟเฟ่ต์ สามารถจองล่วงหน้าได้ทันทีพร้อมรับดีลพิเศษ ทั้งแบบจัดเต็มหรือไพรเวทมื้อพิเศษ เหมาะกับคนที่อยากใช้ชีวิตแบบอร่อยง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยจัดการ ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด เพราะสามารถเช็กราคาของร้านอาหารได้ตั้งแต่ก่อนจอง นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบดีลราคาพิเศษที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาร้านอาหารในโอกาสพิเศษ ให้บริการไปแล้วมากกว่า 4 ล้านที่นั่ง อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องให้กับพาร์ตเนอร์ร้านอาหารและโรงแรมที่เข้าร่วมในแพลตฟอร์มกว่า 2,000+ ร้านได้ในระยะยาว จากความสำเร็จดังกล่าวผลักดันให้ Hungry Hub ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดแพลตฟอร์มร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำอันดับ 1 ในประเทศไทย
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยพัฒนาระบบ Restaurant Self on Boarding System สร้างแพ็กเกจช่วยกำหนดราคาอาหารให้เหมาะสมกับร้าน เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนของการนําข้อมูลร้านอาหารขึ้นสู่ระบบ อีกทั้งยังมีระบบ Personalized Restaurant Recommendations แนะนําร้านอาหารให้ตรงตามความสนใจของผู้ใช้งานจากการเรียนรู้พฤติกรรมการจองร้านอาหารของผู้ใช้งานเพื่อช่วยเปลี่ยนร้าน A La Carte ให้เป็น All You Can Eat กับการสร้างสรรค์เมนูที่ดึงดูด และการทำการตลาดแบบออนไลน์ที่เน้นเป้าหมายให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในไทย เพื่อสร้างยอดขายให้แก่ร้านอาหารได้อย่างยั่งยืน

3.Healmeee – แพลตฟอร์มจัดสรรเมนูสุขภาพเฉพาะบุคคล
ผู้ช่วยวางแผนเมนูอาหารสุขภาพสำหรับคนยุคใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เพื่อจัดสรรเมนูและคำนวณโภชนาการอาหารให้มีความเหมาะสมและตรงกับเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เช่น ลดน้ำตาล เสริมโปรตีน หรือควบคุมน้ำหนัก ไม่ต้องวางแผนเอง ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูล แค่คลิกเดียวก็ได้เมนูอาหารสุขภาพที่หลากหลาย ออกแบบโดยนักโภชนาการร่วมกับเชฟ ในการใช้บริการแพลตฟอร์มจะทำได้โดยการให้ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กรุ๊ปเลือด อาชีพ การใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายในการดูแลสุขภาพ และอาหารที่แพ้
จากนั้นเทคโนโลยี AI จะทำการวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อทำการจัดสรรเมนูอาหารที่มีค่าโภชนาการเหมาะสมกับตัวผู้ใช้งาน จากนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกเมนูสินค้าและสั่งซื้อได้ โดยมีบริการจัดส่งถึงที่ผ่านการใช้บริการแพลตฟอร์ม ซึ่งลูกค้าจะได้รับอาหารที่มีมาตรฐานอินทรีย์จากแหล่งวัตถุดิบออร์แกนิก นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถขอรับคำปรึกษาจากนักโภชนาการผ่านแอปพลิชันได้โดยตรงตลอดเวลา ส่งผลให้ลูกค้ามีความสะดวกในการรับข้อมูล และยังสามารถตรวจวัดผลลัพธ์การเข้ารับบริการได้ที่คลินิกที่เข้าร่วมกับทางแพลตฟอร์ม
4.Healthy and Me ลดน้ำหนักออนไลน์กับ AI ที่เป็นโค้ชส่วนตัว
แพลตฟอร์มลดน้ำหนักออนไลน์เฉพาะบุคคลด้วยเอไอแชตบอต พร้อมช่วยวางแผนการลดน้ำหนักเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานด้วยโภชนบำบัดและการปรับพฤติกรรม โดยไม่ต้องจ้างเทรนเนอร์ ไม่ต้องออกกำลังกายหนัก เนื่องจากระบบจะมีนักกำหนดอาหารวิชาชีพที่ทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมและเป้าหมายของผู้ใช้ เพื่อออกแบบแผนการทานอาหาร และวิธีการปรับพฤติกรรมที่เหมาะกับแต่ละคน รวมถึงติดตามผลอย่างใกล้ชิดและให้คำปรึกษาผ่านการแชตกับโค้ช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ใช้บริการในรูปแบบ LINE OA โดยแชตบอตจะเรียนรู้แนวทางการทานและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการ
เพื่อช่วยให้คำแนะนำได้ตรงกับความต้องการ และช่วยให้ระบบเรียนรู้พฤติกรรมคนมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเข้าร่วมโปรแกรมออนไลน์นี้ช่วยทั้งการลดน้ำหนักและความเสี่ยงจากการเกิดโรค รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหาร นอกจากนี้ เทคโนโลยีแชตบอตยังช่วยลดเวลาการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาอีกด้วย

5.BeNeat – แม่บ้านมือโปรในแอปเดียว สะอาดได้ไม่เปลืองแรง
ในวันที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบ การได้กลับบ้านมาเจอบ้านที่สะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ กลายเป็นรางวัลเล็กๆ ที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับคนเมืองที่แทบไม่มีเวลาหยุดพัก การลงมือทำความสะอาดบ้านเองกลับกลายเป็นภาระที่ยากจะจัดการ
ปัญหานี้แก้ไขได้เพียงมีผู้ช่วยอย่าง “BeNeat แพลตฟอร์มบริการแม่บ้าน” ทั้งแบบรายครั้ง รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน หรือแม่บ้านประจำ ก็สามารถจองผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกสบาย BeNeat คัดเลือกแม่บ้านที่ผ่านการอบรม มีประสบการณ์ และผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด พร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้านในเวลาที่คุณสะดวก
โดยมาพร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับพื้นผิวและวัสดุในบ้าน พร้อมทำความสะอาดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็ดถู การกวาดพื้น การดูดฝุ่น ไปจนถึงการจัดระเบียบสิ่งของ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบ้านของคุณจะสะอาดอย่างแท้จริง และยังมีประกันคุ้มครองเพื่อความสบายใจของลูกค้า
ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม BeNeat ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ตัวกลางในการจัดหาคุณแม่บ้านสำหรับบริการทำความสะอาดเท่านั้น แต่ทางทีมยังทุ่มเทพัฒนากลไกการควบคุมคุณภาพที่มีมาตรฐาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็ม ยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศในการทำธุรกิจที่เอื้อต่อทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ นับจนถึงวันนี้ BeNeat ได้ให้บริการ คุณแม่บ้านไปแล้วมากกว่า 1.5 ล้านครั้ง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี กรุงเทพฯ และปริมณฑล สะท้อนความไว้วางใจที่มีต่อแพลตฟอร์ม เพราะ "ความสะอาด" ไม่ใช่แค่เรื่องของฝุ่นละออง แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน...