ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น “Plant-based” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในหมวดหมู่สินค้าที่เติบโตต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในกลุ่มนมทางเลือกแทนนมวัว ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทั้งในมิติของโภชนาการ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืนของผู้บริโภคยุคใหม่
ภายใต้บริบทดังกล่าว แบรนด์นมอัลมอนด์อย่าง Blue Diamond Almond Breeze® สามารถสร้างการเติบโตและครองใจผู้บริโภคในตลาดไทยได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มนมอัลมอนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ในระยะยาว

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการเติบโตของกระแสสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นผลจากการวางกลยุทธ์แบรนด์ที่ชัดเจน ตั้งแต่คุณภาพของสินค้า การสื่อสารกับผู้บริโภค ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์แบรนด์อย่างสม่ำเสมอในทุกจุดสัมผัส คุณวศธร พลไพศาล ผู้บริหารระดับสูงเครือเฮอริเทจ มองว่า รากฐานที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จคือ “คุณภาพ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งแรกเลยที่เราพูดเสมอในทุกสื่อคือเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบและมาตรฐานการผลิตที่สม่ำเสมอ เราให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า ทุกครั้งที่เขาซื้อจะได้สินค้าที่มีคุณภาพคงที่”
ในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ความสม่ำเสมอของคุณภาพถือเป็นสิ่งที่สร้าง “Trust” หรือความเชื่อมั่นระยะยาวให้กับแบรนด์ได้ดีที่สุด เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องเข้าสู่ร่างกายเป็นอย่างมาก การตัดสินใจซื้อจึงไม่ได้เกิดจากเพียงรสชาติหรือราคา แต่ยังรวมถึงความมั่นใจในมาตรฐานสินค้า

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างภาพจำในตลาดได้ชัดเจน คือการกำหนด “Key Message” ที่ผู้บริโภคเข้าใจง่ายและจดจำได้ทันที โดยล่าสุด Blue Diamond Almond Breeze® สื่อสารจุดเด่นของ “สูตร 25 แคลอรี” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์ในตลาด
“เราให้ความสำคัญกับการสร้างแกนสื่อสารเดียว หรือ Distinctive Key Message ให้ผู้บริโภคจำได้ทันทีว่าเราเด่นเรื่องอะไร ปีที่ผ่านมาเราจึงเน้นย้ำจุดแข็งของสูตร 25 แคลอรี เพราะเราเป็นนมอัลมอนด์ที่มีแคลอรีต่ำที่สุดในตลาด ทำให้คนที่ต้องการคุมแคลอรีสามารถนึกถึงเราเป็นตัวเลือกแรก”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักการสร้างแบรนด์ในยุคปัจจุบันที่ต้อง “ชัด” มากกว่า “กว้าง” เพราะในโลกที่ผู้บริโภคได้รับข้อมูลจำนวนมาก การมีจุดขายที่สื่อสารได้ง่ายภายในไม่กี่วินาทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ในอีกมิติหนึ่ง การสร้าง Brand Loyalty ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมาจากประสบการณ์จริงของผู้บริโภคในการใช้สินค้า ซึ่งแบรนด์มองว่า “ความเชื่อมั่น” และ “ความพึงพอใจในรสชาติ” คือจุดเริ่มต้นของความภักดีต่อแบรนด์ “เรามองว่าความภักดีต่อแบรนด์เริ่มจากความเชื่อมั่นก่อน ผู้บริโภคต้องรู้สึกว่าเลือกแล้วไม่ต้องลุ้น สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ และมีรสชาติที่ดื่มง่าย เมื่อเขารู้สึกมั่นใจและติดใจ ก็จะกลับมาซื้อซ้ำได้เสมอ”
นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นผ่านสินค้าแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยขยายฐานผู้บริโภคของแบรนด์คือการทำให้สินค้าเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์จริงของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ดื่มเฉพาะโอกาสเท่านั้น แต่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลายรูปแบบ การสื่อสารจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประโยชน์ด้านโภชนาการ แต่ยังขยายไปสู่การนำไปใช้ประกอบเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มคู่กับซีเรียลในมื้อเช้า การนำไปผสมเครื่องดื่มอย่างกาแฟหรือมัทฉะ ไปจนถึงการใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารหรือขนม
แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่ม “Occasion of Consumption” หรือโอกาสในการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้ดื่มเฉพาะเวลาที่ต้องการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่สามารถดื่มได้ในหลายช่วงเวลาของวัน

ในขณะเดียวกัน การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์สุขภาพยังถูกขับเคลื่อนผ่านการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์อย่าง “ญาญ่า อุรัสยา” ซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับแบรนด์ “การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่สะท้อนภาพลักษณ์สุขภาพและไลฟ์สไตล์จริง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ใกล้ตัวมากขึ้น และช่วยสื่อสารว่าการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน”
นอกจากการสื่อสารผ่านคนดังแล้ว แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์แบรนด์อย่างสม่ำเสมอในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หน้าร้าน หรือกิจกรรมอีเวนต์ เพื่อให้ผู้บริโภคพบเจอแบรนด์ด้วยข้อความเดียวกันในทุก Touchpoint แนวคิด “Consistency Across Touchpoints” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ ตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง การจัดวางสินค้าในร้านค้า ไปจนถึงคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
รวมถึงแบรนด์ยังขยายการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น งานวิ่งหรือกิจกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในบริบทของการใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภค
“ปีนี้เราจะเข้าไปอยู่ในกิจกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานวิ่งหรืออีเวนต์ด้านสุขภาพ เพราะกลุ่มผู้บริโภคของเราเป็นคนที่รักสุขภาพและใช้ชีวิตแบบคนเมือง การเข้าไปอยู่ในกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตจริงของผู้บริโภคได้มากขึ้น”
ทั้งนี้ คุณวศธร ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันการเติบโตของตลาด Plant-based Milk คือแนวโน้มด้านสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “Longevity” หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายมากขึ้น เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้บริโภคในเอเชียจำนวนมากมีภาวะไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ เครื่องดื่มจากพืชจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและการใช้ชีวิต

แม้ตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูง แต่การแข่งขันในหมวดหมู่ Plant-based Milk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จากการเข้ามาของ ผู้เล่นรายใหม่และการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Blue Diamond Almond Breeze® ยังคงมองตลาดนี้ในมุมของโอกาสระยะยาว มากกว่าความท้าทายในระยะสั้น โดยเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างรอบคอบผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง ไม่ใช่เพียงการตามกระแส
การได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายของความสำเร็จในวันนี้ แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่แบรนด์ต้องรักษาไว้ในระยะยาว “การได้รับรางวัลสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแบรนด์ และทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมีความหมาย เราจะนำสิ่งนี้มาต่อยอดในการสร้างแบรนด์และสร้าง Brand Loyalty ต่อไป”