การทำหนังในยุคที่คนเสพเนื้อหาแบบรวดเร็วและหลากหลาย แทบไม่เหลือเวลาให้ "ตั้งใจ" ดูอะไรเลย นี่คือความท้าทายที่ผู้กำกับทั้งในวงการโฆษณาและภาพยนตร์ต้องเผชิญอย่างจริงจัง บนเวที DAAT DAY 2025 โดย 2 ผู้กำกับอย่าง คุณหมู ชยนพ บุญประกอบ จาก GDH และ คุณเอ๋ ธีระพล สุเนต์ตา จาก Suneta House ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของการสร้างเนื้อหาที่ “โดนใจ” คนดูในโลกที่ทุกอย่างหมุนไวและรบกวนกันตลอดเวลา
“โฆษณาไม่ใช่ของที่คนตั้งใจจะดู” คุณเอ๋ ธีระพล กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่เข้าใจสถานการณ์
“คนดูไม่ได้อยากดูโฆษณาเราตั้งแต่แรก นั่นคือความจริงที่เราต้องเริ่มจากตรงนั้นก่อน แล้วมาคิดต่อว่าต้องทำให้เขาอยากดูให้ได้ นั่นแหละคือโจทย์สำคัญที่สุด บางทีเขาตั้งใจเปิดดูคลิปผ่านแพลตฟอร์มเพื่อหาสูตรก๋วยเตี๋ยว แล้วโฆษณาก็โผล่มา เราต้องหาวิธีขอเวลาสัก 4 นาทีของชีวิตเขามาให้ได้”
ในมุมของผู้กำกับภาพยนตร์ที่ต้องสร้าง "ความอยากดู" ให้คนเสียเงินซื้อตั๋ว คุณหมู ชยนพ ก็สะท้อนภาพที่ไม่ต่างกัน
“ยุคนี้ทุกอย่างแข่งกันหมด ไม่ใช่แค่หนังแข่งกับหนัง แต่หนังแข่งกับโซเชียล, มีม, ติ๊กต็อก, ซีรีส์นับพันในสตรีมมิ่ง
แล้วหนังไทยจะไปอยู่ตรงไหน?” เขาตั้งคำถามด้วยความห่วงใยวงการ ก่อนจะตอบด้วยมุมมองเฉียบคมว่า
“ภาพยนตร์ที่จะเวิร์ก ต้องมีทั้งความแปลกใหม่ และรีเลตได้มากพอ ยกตัวอย่าง ฉลาดเกมส์โกง ที่ประสบความสำเร็จเพราะทุกคนเคยมีประสบการณ์ในการทำข้อสอบ เพราะเมื่อคนดูรู้สึกว่า ‘เคยเจอ’ มันก็ไม่ใช่แค่เรื่องคนอื่นอีกต่อไป”
การจะให้ผู้คนยอม “หยุดดู” ไม่ใช่แค่ต้อง “โดน” แต่ต้อง เชื่อมโยง ได้
“คนดูจะเปิดใจ เมื่อพวกเขารู้สึกว่า ‘เราก็เหมือนเขา’” คุณหมู กล่าวเสริม
การเล่าเรื่องอย่างจริงใจ ยังคงเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหน หรือความยาวเท่าไร
เมื่อพูดถึงการขายของในหนังยาว ความท้าทายยิ่งทวีคูณ เพราะคนดูอาจจะต่อต้านหากเห็นว่าแบรนด์ "ถูกยัด" เข้ามาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ คุณหมูเปิดเผยเบื้องหลังของการร่วมมือกับแบรนด์ว่า “สิ่งที่สำคัญคือของมันต้องอยู่ในเรื่องอยู่แล้ว”
คุณหมู อธิบายเพิ่มเติมว่า
“หลายครั้งโปรดักต์เพลซเมนต์ที่เวิร์ก มาจากสิ่งที่มีอยู่ในบทตั้งแต่แรก เช่น กรณีของ เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ ที่มี กฟผ. เป็นสปอนเซอร์ จริงๆ ตอนเขียนบท เราไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าจะมี กฟผ. มาเป็นพาร์ตเนอร์ แต่มันอยู่ในเรื่องอยู่แล้ว เพราะตัวละครเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า มุกมันเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยไปหาแบรนด์ที่เหมาะสม ไม่ใช่เอาแบรนด์มายัดใส่ทีหลัง”
ส่วนคุณเอ๋ ธีระพล มองเรื่องนี้ผ่านสายตาของผู้กำกับโฆษณาที่ต้องทำงานกับลูกค้าโดยตรง เขาบอกว่า
“ผมไม่เคยคิดว่าทำหนังให้ลูกค้าดู ผมทำให้คนดูดู” นี่คือปรัชญาที่เขายึดมั่นในการทำงานทุกชิ้น
“ลูกค้าเขามีข้อมูลดิบก็จริง แต่อาจจะยังขาดวิธีการเล่าที่พอดี นั่นแหละคือหน้าที่ของผู้กำกับ
ไม่ใช่การตามใจลูกค้า แต่คือการแปลงความตั้งใจของลูกค้าให้กลายเป็นอะไรที่คนดูอยากดูจริงๆ”
บทสนทนาของ 2 ผู้กำกับจาก 2 สนาม ทำให้เห็นจุดร่วมของการสร้างเนื้อหายุคนี้อย่างชัดเจน นั่นคือ “ความเป็นมนุษย์” ไม่ว่าจะเป็นหนังยาวที่ฉายในโรง หรือโฆษณาสั้นๆ ที่โผล่กลางฟีด สิ่งที่ทำให้คนหยุดดู คือความรู้สึกว่าเรา “เข้าใจ” เขา
“แบรนด์ก็คือมนุษย์ คนดูก็คือมนุษย์ เราไม่ได้ต่างกัน” คุณเอ๋ ย้ำ
หากคุณเป็นแบรนด์ นักเล่าเรื่อง หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “อะไรจะขายได้” แต่คือ “คุณอยากเล่าเรื่องอะไรให้ใครฟัง”
แล้วเรื่องนั้น จริงพอ หรือยัง?
Key Takeaway
1. ความจริงใจ เป็นสิ่งที่คนดูรับรู้ได้ทันที
2. อย่า “อวด” แต่ควร “เล่า” ให้เหมือนเพื่อนพูดกับเพื่อน
3. “ประสบการณ์ร่วม” คือกุญแจในการดึงความสนใจ
4. หากจะขายของ ต้องเริ่มจาก สตอรี่ ไม่ใช่ ฟีเจอร์สินค้า