ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่ “เครื่องดื่ม” แต่เลือกไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาอยากใช้ชีวิตด้วยแบรนด์ที่อยู่รอดไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขายดี แต่คือแบรนด์ที่ “เข้าใจ” และโอสถสภาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเข้าใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การวิจัยเทรนด์ แต่ลงไปถึงรากลึกของความต้องการและความรู้สึกของผู้บริโภคยุคใหม่
ผู้บริโภควันนี้โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ต้องการมากกว่ารสชาติที่อร่อยถูกปาก พวกเขาอยากได้ “เครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายและดีต่อใจ” โอสถสภาจึงเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “จะเป็นไปได้ไหมที่เครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์จะลดน้ำตาลลงได้โดยที่ยังอร่อยเหมือนเดิม?” และ “จะมีทางไหนบ้างที่ผู้บริโภคดื่มแล้วรู้สึกดีทั้งร่างกายและจิตใจ?”
คำถามเหล่านี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลามากกว่า 5 ปี ด้วยกระบวนการวิจัยแบบ Stage Gate Process ที่กำหนดตัวชี้วัดอย่างเข้มข้นในทุกด้าน ทั้งรสชาติ ความพึงพอใจ ความรู้สึกที่ได้จากการบริโภค และความคาดหวังต่อสุขภาพในระยะยาว และใช้นวัตกรรม Flavor Balancing ปรับสมดุลของกลิ่น รสชาติ และความกลมกล่อม ทำให้ผู้บริโภคไม่สูญเสียรสชาติที่ชื่นชอบ ในขณะเดียวกันได้เพิ่มวิตามิน C, B6, B12 ที่ช่วยเสริมสุขภาพแบบจับต้องได้ ความสำเร็จนี้ทำให้โอสถสภากลายเป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทยที่สามารถลดน้ำตาลในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังให้ต่ำกว่า 6% ได้สำเร็จ โดยไม่กระทบฐานผู้บริโภคเดิม อีกทั้งยังคิดค้นนวัตกรรมเครื่องดื่มบำรุงกำลังรูปแบบใหม่อย่าง M-150 Sparkling Energy Drink หรือ “มิโซ” ที่ถูกใจวัยทำงานและนักศึกษา ด้วยสูตรไร้น้ำตาล คาเฟอีนจากธรรมชาติ พร้อมวิตามิน B3, B6, B12, Zinc และ L-Carnitine ช่วยเสริมสมอง ภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญ
ด้วยความเข้าใจในความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่อยากดูแลสุขภาพแต่ไม่ยอมเสียรสชาติ คนวัยทำงานที่อยากได้พลังงานแต่ไม่ต้องการน้ำตาลส่วนเกินและมีสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ โอสถสภาจึงมองภาพใหญ่เกินกว่าแค่การปรับสูตรเครื่องดื่ม แต่ตั้งเป้าหมายว่า “โภชนาการที่ดีควรเข้าถึงได้” จึงได้จัดทำนโยบาย OSP Health and Nutrition Policy โดยมีกรอบสำคัญ 3 ด้านคือ ผลิตภัณฑ์ต้องมีรสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพในเวลาเดียวกัน และมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ, มีกระบวนการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบตามหลักการและมาตรฐานโภชนาการที่ดี รวมถึงการสื่อสารและการให้ข้อมูลบนฉลากผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องครบถ้วน และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่เป็นแหล่งโภชนาการที่ดีได้อย่างสะดวกสบายและด้วยราคาที่เหมาะสม ทุกผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาจึงต้องผ่านการประเมินจากหลากหลายมุม ทั้งกฎหมาย โภชนาการ ความพึงพอใจ และความเป็นมิตรต่อผู้บริโภค
ภายในปี 2568 โอสถสภาตั้งเป้าให้เครื่องดื่มทุกแบรนด์ของบริษัทมีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6% ทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ และนี่ไม่ใช่แค่การ “พูดไว้เฉยๆ” แต่นำเรื่องนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OSP Sustainability Framework นี่คือภาพสะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ผู้บริโภคในวันนี้ต้องการแบรนด์ที่ “คิดจริง ทำจริง” ในการยกระดับประสบการณ์พร้อมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคให้ทุกการดับกระหายต้องได้คุณประโยชน์อย่างแท้จริง