สิ้นเดือนทีไร พนักงานออฟฟิศอย่างเราก็มักจะตั้งตารออยู่สองอย่างคือ รอเงินเดือนเข้า กับรอคิวเข้าร้านที่ทำให้หายเหนื่อย เช่น Mo-Mo Paradise แม้วันนี้จะไม่ต้องรอคิวยาวเหมือนวันแรกๆ แต่สำหรับหลายคน สิ้นเดือนก็ยังหมายถึงช่วงเวลาที่ได้ให้รางวัลตัวเองกับชาบูญี่ปุ่นแท้ๆ ร้านในตำนาน ที่หลายคนเคยแซวติดปากว่า
“ชาบูสิ้นเดือน” เป็นสัญลักษณ์ของการปลดล็อกความอยากหลังผ่านทั้งเดือนที่ทำงานหนัก
18 ปีบนเส้นทางชาบูพรีเมียมนายสุรเวช เตลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด เปิดเผยว่า
“18 ปี ในตลาดร้านอาหาร Mo-Mo Paradise ได้ยินคำว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาตลอดตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกว่าฟีลของตลาดไม่ดีนัก ลูกค้าไม่มีอารมณ์ที่จะออกมาจับจ่ายเหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าโมโม่อาจจะกระทบเพียงเล็กน้อย แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการภายในได้อย่างมั่นคง สิ่งที่ยืนยันความอยู่รอดของแบรนด์ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่เป็นการวางระบบบริหารที่แข็งแรง ทั้งในแง่ของเงินและคน” “สงครามราคามันเป็นวิธีง่าย แต่ในระยะยาวเราอยู่ได้หรือเปล่า บางแบรนด์เขาอาจสั่งสมอะไรมานานถึงทำได้ เราเลือกวิธีที่เหมาะกับเรา และเน้นความยั่งยืนมากกว่า” เขากล่าวทิ้งท้าย
ปัจจุบัน Mo-Mo Paradise แตกแบรนด์ออกมาแล้วถึง 4 แบรนด์ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเลือกแบรนด์จากเกาหลีมาร่วมในเครือ และชะลอการขยายสาขาใหม่เพื่อมุ่งยกระดับสาขาเดิมให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ตำแหน่งร้าน การใช้คน และการจัดการภายใน
จุดเริ่มต้นของ Mo-Mo Paradiseย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2523 ช่วงที่อาหารญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยอย่างชัดเจน เกิดชุมชนชาวญี่ปุ่นขึ้นโดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท พร้อมกับร้านอาหารญี่ปุ่นหลายน้านที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ กระแสอาหารญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาเมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. 2550 คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่นแบบปิ้งย่างและชาบูบุฟเฟต์ แต่ยังไม่มีแบรนด์ใดที่นำเสนอ “ประสบการณ์ชาบูต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ๆ” แบบที่ชาวญี่ปุ่นกินจริงในร้านอาหารบ้านเขานี้จึงเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นของ Mo-Mo Paradise
ในตอนนั้น คุณสุรเวช เป็นเพียงนักธุรกิจชาวไทยที่มีประสบการณ์ในวงการร้านอาหาร เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และได้ลองชิมร้านชาบูชื่อดัง "Mo-Mo-Paradise" ที่ย่านชินจูกุ โตเกียว ประทับใจทั้งรสชาติ ความใส่ใจในรายละเอียด และคุณภาพวัตถุดิบ จนเกิดไอเดียจะนำร้านนี้เข้ามาเปิดในไทยโดยรักษาเอกลักษณ์ญี่ปุ่นแท้ไว้ เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยไม่น้อย
เขาใช้เวลาหลายเดือนเจรจากับเจ้าของแบรนด์ที่ญี่ปุ่น แม้ในช่วงแรกจะไม่ง่าย เพราะต้นสังกัดยึดถือมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และไม่ต้องการให้แบรนด์ถูกดัดแปลง แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ยืนยันจะไม่เปลี่ยนแปลงสูตรอาหารหรือวิธีการให้บริการ ทางญี่ปุ่นจึงมอบสิทธิ์แฟรนไชส์ พร้อมส่งทีมงานมาฝึกอบรมบุคลากรในไทยอย่างละเอียด
ต่อมาในปี 2551 Mo-Mo-Paradise สาขาแรกในไทยก็ถือกำเนิดขึ้นที่ศูนย์การค้า CentralWorld กรุงเทพฯ ร้านชาบูบุฟเฟต์ที่เน้น "คุณภาพมากกว่าปริมาณ" ด้วยน้ำซุปและซอสไม่กี่ชนิด และวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน แตกต่างจากร้านบุฟเฟต์ทั่วไปที่เน้นความหลากหลาย
คุณสุรเวชลงมือทำงานหน้าร้านเองในปีแรก เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าไทยและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ผลตอบรับดีเกินคาด มีลูกค้าต่อคิวล้นหลามในช่วงเร่งด่วน ทั้งจากคนญี่ปุ่นในไทยและคนไทยที่ชื่นชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น Mo-Mo-Paradise เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแบรนด์ชาบูระดับพรีเมี่ยมที่มีมากกว่า 20 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แม้ตลาดชาบูจะมีการแข่งขันดุเดือดโดยเฉพาะทางด้านโปรโมชั่นและราคากันอย่างหนัก แต่ Mo-Mo Paradise ยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมสงครามราคา
เปิดกลยุทธ์ของ Mo-Mo Paradise อยู่ได้อย่างไรในยุคที่มีแต่การแข่งขัน1. ภาพรวมตลาดและการแข่งขันตลาดบุฟเฟต์ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 3–4 หมื่นล้านบาทต่อปี และยังคงเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่นิยมสังสรรค์กันผ่านการกินบุฟเฟต์ จุดเด่นของตลาดนี้คือการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งการจัดโปรโมชั่น ลดราคา หรือการเพิ่มความหลากหลายของเมนูเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม Mo-Mo Paradise เลือกที่จะวางตำแหน่งต่างจากคู่แข่ง ไม่วิ่งตามกระแส ทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าราคา
“ขายดีอย่างเดียวไม่พอ เพราะก็มีคนขายดีแล้วเจ๊ง เราต้องบริหารการเงินให้ดี ควบคู่กับการสร้างทีมให้แข็งแรง เราไม่ได้ขยายเร็ว แต่ดูศักยภาพทีมก่อนแล้วค่อยไปต่อ ปีนึงขยายไม่กี่สาขา และให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากถึงจะอยู่รอด” ผู้บริหารจากโมโม่กล่าว
2. กลยุทธ์ที่สร้างความยั่งยืนสิ่งที่ทำให้ Mo-Mo Paradise อยู่รอดมาได้ท่ามกลางการแข่งขัน คือการยึดมั่นใน 4 แกนหลัก
- มาตรฐานญี่ปุ่นแท้ แต่เข้าใจคนไทย รักษาสูตรและวิธีการบริการจากญี่ปุ่น แต่ปรับรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ความรวดเร็วของการเสิร์ฟ และการเลือกเมนูที่เข้ากับรสนิยมคนไทย
- ลงทุนกับ “คน” มากกว่าสาขา พนักงานได้รับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และถูกสร้างให้มีความผูกพันกับองค์กร ซึ่งสะท้อนออกมาที่การบริการหน้าร้าน
- ทำเลคือกลยุทธ์ ส่วนใหญ่เลือกเปิดในห้างระดับพรีเมียมใจกลางเมืองหรือย่านที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นแบรนด์ชาบูระดับคุณภาพ
- ไม่แข่งราคา แต่แข่งคุณค่า ยึดหลัก “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” ทั้งวัตถุดิบ การบริการ และบรรยากาศร้าน
3. มุมมองอนาคตของ Mo-Mo Paradiseแม้จะครองตลาดมานานกว่า 18 ปี แต่ Mo-Mo Paradise ยังคงมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อต่อยอดความสำเร็จ
- การขยายแบรนด์ในเครือ กระจายความเสี่ยงด้วยการนำเข้าร้านอาหารจากเกาหลี และพัฒนา sub-brand ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่
- สอดรับเทรนด์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มพัฒนาเมนูที่เป็นมิตรกับสุขภาพ ใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน และบริหารจัดการลดขยะอาหาร (Zero Waste)
- เสริมเทคโนโลยีและดิจิทัล ใช้ระบบจองโต๊ะออนไลน์, loyalty program, และฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
- ความเป็นไปได้ของการขยายสู่ต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งที่เป็น “ญี่ปุ่นแท้แต่บริหารโดยคนไทย” แบรนด์อาจมองหาตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย
เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่า Mo-Mo Paradise ไม่ได้ยืนหยัดด้วย “ราคา” แต่ชนะใจลูกค้าด้วย คุณภาพ ระบบบริหาร และความยั่งยืน และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่แบรนด์สามารถยืนอยู่ในตลาดได้ยาวนานท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนแรง
กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำแฟรนไชส์ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างลงตัว โดยไม่ลดทอนต้นฉบับ แต่ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย พร้อมปั้นแบรนด์ให้แข็งแกร่งรองรับทุกสถานการณ์