แบรนด์ชบามีประวัติยาวนานถึง 25 ปี เริ่มต้นจากรุ่นพ่อที่เน้นการทำการตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก ปัจจุบันส่งออกไปยัง 40 ประเทศทั่วโลกสร้างสัดส่วนยอดขาย 70-80% ในขณะที่การทำตลาดในประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเดินยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์ผ่าน Function ของสินค้าที่ดีให้คุณภาพสินค้าเป็นเครื่องพิสูจน์มัดใจให้ลูกค้าเชื่อมั่นและกลายเป็นลูกค้าประจำในที่สุด
วันนี้เมื่อแบรนด์ถูกสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทายาทรุ่นที่ 2 จึงถือโอกาสรีแบรนด์ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตทั้งตลาดในและต่างประเทศ กันต์ กุลปิยะวาจา ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดประจำประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV บริษัท ชบาบางกอก จำกัด ให้เหตุผลของการรีแบรนด์ครั้งนี้ว่าเพราะเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไป และต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Gen Z โดยไม่ทอดทิ้งฐานลูกค้าเดิม ผ่านแคมเปญการสื่อสารว่าน้ำผลไม้ชบาไม่ใช่แค่น้ำผลไม้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้ดีขึ้นในเชิง Wellness และ Sustainability
ภารกิจรีแบรนด์นี้จึงเปลี่ยนโหมดการตลาดจากที่เน้น Functional เป็น Emotional เริ่มจากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ จากสีน้ำเงินเข้มในกล่องเมทัลลิกแบบเดิมที่อาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z มาเป็นสีครีม/น้ำเงิน ออกโทนสดใส เข้าถึงง่าย มีความเป็นธรรมชาติ พร้อมโลโก้จากตัวพิมพ์ใหญ่เป็นตัวพิมพ์เล็ก เพื่อให้ดูเข้าถึงง่าย เป็นมิตร และโมเดิร์นมากขึ้น
“เป้าหมายหลักคือการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ได้ยาวนานอย่างน้อย 5-10 ปี และยังคงความพรีเมียมด้วยการคงองค์ประกอบของความเป็นสีเงินแบบเมทัลลิกไว้ แต่ดรอปสีให้น่ารักและอ่อนโยนขึ้น”
ตามด้วยแคมเปญ "น้ำผลไม้ของคนเอาแต่ใจ...ใส่" ซึ่งเป็นคำที่สร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่ น่ารัก ขี้เล่น ดึงดูดกลุ่ม Gen Z ให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่าย มีจิงเกิ้ลเพลงประจำแบรนด์เพื่อสร้างการจดจำและ Awareness ในระยะยาว พร้อมเปิดตัว "หลิงหลิง" เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ชบา ที่มีบุคลิกสอดคล้องกับแบรนด์ดีเอ็นเอที่เน้นคุณภาพและวัตถุดิบที่ดีที่สุด พร้อมต่อยอดแฟนด้อมมาร์เก็ตติ้งทั้งในประเทศ และแฟนคลับชาวจีน ซึ่งเป็นหนึ่งตลาดสำคัญในต่างประเทศของชบา
“การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เหมาะสมนำไปสู่การซื้อจริง เพราะพลังของแฟนคลับสะท้อนมายังแรงสนับสนุน ซึ่งไม่เพียงแต่ซื้อสินค้าที่รีแบรนด์ แต่ยังซื้อน้ำผลไม้ในแพ็กเกจจิ้งเดิม ที่สำคัญยังสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้หรือน้ำมะพร้าวชบาเอง เช่น มัทฉะมะพร้าว อเมริกาโนส้ม นำมาแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย”
การรีแบรนด์ชบาให้ดูเด็กลงและเข้าถึงคนในกลุ่มใหม่ๆ เหมือนบานประตูที่ถูกเปิดออกให้กว้างขึ้น เปิดโอกาสให้ชบาได้ทำการตลาดในรูปแบบใหม่ รวมถึงการหาพาร์ทเนอร์ร่วมทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้นเพื่อต่อยอดแคมเปญสื่อสารได้ชัดเจน อาทิ การจับมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์เสื้อผ้า และคอมมิวนิตี้ด้านกีฬา ทั้งในแง่การเป็นสปอนเซอร์ และโปรเจ็กต์ Collaboration ผ่านแบรนด์ชบาโคโค่ ซึ่งกันต์ มองว่าเป็นโปรดักท์ที่มีโอกาสโตไปได้ไกล

“ด้วยจุดเด่นของน้ำมะพร้าวที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติสามารถชดเชยการสูญเสียเหงื่อ เราจึงใช้แบนด์ชบาโคโค่เจาะกลุ่ม Sport Consumer โดยเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ และร่วมกิจกรรมกับชมรมและการแข่งขันกีฬารายการต่างๆ เช่น วิ่ง ฟุตบอล เทนนิส และกอล์ฟ เพื่อให้ผู้บริโภคจริงได้ทดลองและเป็นกระบอกเสียงบอกต่อ”
ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 กันต์ วางเป้าหมายกับภารกิจรีแบรนด์ชบาในครั้งนี้ว่า เขาไม่ได้มองแค่ในตลาดในประเทศเท่านั้น แต่มุ่งหน้าขยายแบรนด์ไปสู่ตลาดโลกเป็นหลัก โดยใช้การรีแบรนด์เป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่ม Brand Awareness เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และเพิ่มโอกาสในการร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้การขยายตลาดสู่ต่างประเทศง่ายขึ้น
“สำหรับตลาดต่างประเทศ เรายังคงโฟกัสในภูมิภาคเอเชียอย่างญี่ปุ่น, เกาหลี และจีน เนื่องจากเป็นตลาดที่เชื่อมั่นในอาหารไทย และมีผลไม้เมืองร้อนที่หาไม่ได้ในบางประเทศ โดยกลยุทธ์การทำตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่เราเข้าไปจับมือกับพาร์ทเนอร์ร่วมตั้งบริษัท นอกจากทำหน้าที่จัดจำหน่ายแล้วยังทำการตลาดและวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะตลาดนั้นๆ เช่น ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของชบา จำหน่ายน้ำแตงโมและ Blood Orange ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในขณะที่เกาหลี เป็นการนำน้ำมะพร้าวไปจำหน่าย เพราะคนเกาหลีนิยมดื่มผลไม้เมืองร้อนซึ่งหาไม่ได้ในบ้านเขา”