ความน่าสนใจในการร่วมมือกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและเคมีภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น อย่าง บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ในการพัฒนาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ เข้ามาวางขายในร้านค้าปลีกในเครืออย่างโลตัส แม็คโคร และ 7 –Eleven ไม่เพียงอยู่แค่เรื่องของการมองเห็นเทรนด์การเติบโตของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในบ้านเราเท่านั้น
แต่ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังก้าวข้ามจากแค่การรับจ้างผลิตสินค้าแล้วมาติดแบรนด์ของห้าง มาสู่การวางยุทธศาสตร์ร่วมกันในการเป็นพาร์ตเนอร์ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว
ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ถูกประกาศออกมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นทั้ง 5 ด้าน ไล่ตั้งแต่
1.ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจสินค้าอุปโภคในกลุ่ม House Brand ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) โดยใช้นวัตกรรมของคาโอ คอร์ปอเรชั่น เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน และสำหรับวางจำหน่ายภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์
2.นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากคาโอ คอร์ปอเรชั่น และวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะห้างร้านภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์
3.ร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท
4.ขยายโอกาสความร่วมมือทางด้านธุรกิจเคมีภัณฑ์ อาทิ ด้านการเกษตร และ
5.ร่วมมือในการคิดค้นและพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์และพาเลตแบบพร้อมโชว์ (Shelf-Ready Display) เพื่อจัดจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Club Model” ที่แม็คโครและโลตัส ทุกสาขา ภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้า

การเปิดตัว “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ผงซักฟอกสูตรใหม่ นวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกส่งเข้ามาเจาะตลาดผงซักฟอกไทย และวางขายผ่านร้านค้าปลีกในเครือ ทั้งแม็คโคร โลตัส และ 7-Eleven ทั่วประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือของทั้งคู่
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือการเข้าตลาดในครั้งนี้ ทั้งซีพีและคาโอต่างมองเห็นตรงกันว่า ตลาดผงซักฟอกที่มีมูลค่ารวมต่อปีกว่า 21,500 ล้านบาท ยังมีช่องว่างให้พอเจาะเข้าไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มผงซักฟอกสูตรมาตรฐานมีอัตราการเติบโตรวม 4% ในช่วงปี 2562-2567 และยังคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 7,200 ล้านบาทในปี 2568
ผงซักฟอกสูตรมาตรฐานนี้ ตอบโจทย์ในเรื่องของความประหยัด ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มองเรื่องของการใช้จ่ายแบบคุ้มค่า คุ้มราคา ทำให้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่โดยปกติจะมีราคาต่ำกว่าสินค้าแบรนด์ของซัพพลายเออร์เฉลี่ย 15 – 20% กลายเป็นอีกทางเลือกของพวกเขา
โดยเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคใน ปี 2568 จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องใหญ่ๆ ไล่ตั้งแต่
1.ประหยัดค่าใช้จ่าย ฉลาดช้อป ฉลาดใช้ ในราคาคุ้มค่า
2. สุขภาพดี ใส่ใจการดูแลสุขภาพองค์รวม และ
3. รักษ์โลก ลด ละ เลิก เลือกใช้ เพื่อโลกที่สดใสกว่าเดิม โดยผู้บริโภคยุคใหม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่ง 49% ของกลุ่มมิลเลนเนียลมีการวางแผนลดพลาสติก 38% ชอบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และ 26% ตั้งใจใช้น้ำให้น้อยลง

ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายสำคัญของผงซักฟอก extra โดยอากิระ นิชิมากิ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า คาโอมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน ESG ตอกย้ำเจตนารมณ์ของคาโอในการสร้าง "Kirei Lifestyle" (คิเรอิ ไลฟ์สไตล์) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นส่วนส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คน (People) และโลกใบนี้ (Planet) ผ่านนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องดูแลสุขอนามัยของคนไทยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
“ในครั้งนี้ เรานำจุดแข็งด้านนวัตกรรมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของคาโอมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ซักผ้า “extra (เอ็กซ์ตร้า)” ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดยคาโอ ประเทศญี่ปุ่น เป็นนวัตกรรมที่สามารถขจัดคราบหนักด้วยเอนไซม์จากธรรมชาติ ใช้ปริมาณน้อยกว่าเดิมแต่ขจัดคราบหนักออก ล้างออกง่ายในน้ำเดียวทำให้ช่วยประหยัดน้ำ เซฟงานซักในราคาที่คุ้มค่า ทำให้การซักผ้าเป็นเรื่องง่ายๆ การร่วมมือกับซีพีที่มีเครือข่ายการกระจายสินค้าทั่วประเทศ เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทุกครัวเรือน”
ส่วนการวางราคาขายสำหรับผงซักฟอก extra นั้น ในขนาด 850 กรัม วางราคาไว้ที่ 45 บาท และขนาด 2,700 กรัมราคา 125 บาท โดยจะมีจุดขายที่เด่นๆ คือใช้เพียงครึ่งช้อน ผ้าก็สะอาด ผงซักฟอกครึ่งช้อนต่อการซัก 1 ครั้ง สำหรับผ้า 10 ชิ้น ส่วนประกอบมีสารตั้งต้นจากธรรมชาติมากกว่า 85% ขจัดคราบหนักด้วยเอนไซม์จากธรรมชาติและช่วยประหยัดน้ำ เพราะสามารถล้างออกง่ายเพียงน้ำเดียว เป็นต้น

จากข้อมูลที่รวบรวมมา พบว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์มีมูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท เติบโตถึง 11.3% ในปี 2567 สัดส่วนของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ยังมีค่อนข้างน้อย โดยจากข้อมูลของนีลเส็น รายงานว่า มีตัวเลขอยู่ที่แค่ 4% ของตลาด
เหตุผลน่าจะมาจากการเริ่มต้นของสินค้ากลุ่มนี้ในบ้านเรา เริ่มจากการนำสินค้า Commodity ที่เน้นเรื่องราคาถูกเป็นหลักเข้ามาทำตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีภาพจำออกมาไม่ค่อยดี
แต่เมื่อมองในทางกลับกันจะพบว่า สัดส่วนที่มีอยู่แค่ 4% นั้น ยังมีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกแต่ละรายต่างให้น้ำหนักมาที่การทำตลาดสินค้ากลุ่มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์มากขึ้น เมื่อประกอบเข้ากับภาวะเศรษฐกิจที่มีออกมาไม่ดีนัก เลยทำให้ภาพรวมในการเติบโตของสินค้ากลุ่มนี้ออกมาค่อนข้างดี โดยมีตัวเลขการเติบโตเป็นดับเบิ้ล ดิจิตมาตลอดในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้
ขณะที่การเติบโตของสินค้า FMCG ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ในประเทศไทย มีอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่า 5.2% ประเภทการเติบโตของแต่ละหมวดสินค้า ได้แก่ ขนขบเคี้ยวโต 8.9% ผลิตภัณฑ์เสริมความงานโต 7.7 เครื่องดื่มเติบโต 7.5% เครื่องปรุงรสเติบโต 6.3 อาหารแห้งเติบโต 5.3% ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านเติบโตที่ 4.1%
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งหมด กลายเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ได้ดีว่า เริ่มก้าวข้ามจากสินค้า Commodity Product ที่ไม่มีความต่างและใช้ราคาเป็นตัวดึงดูด มาสู่สินค้าในกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องมีการสร้างความแตกต่างโดยเฉพาะกับการจับเอาเทรนด์ของลูกค้าที่กำลังมาแรง มาใส่เข้าไปในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ
ทำให้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ กลายมาเป็นอีกเครื่องมือในการสร้าง “สโตร์ ลอยัลตี้” ซึ่งถือเป็นสเตปที่จะเห็นมากขึ้นในการทำตลาดสินค้ากลุ่มนี้...