เกิดอะไรขึ้น! เมื่อการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) ประเทศไทย ร่วงจากอันดับที่ 41 ลงมาอยู่ที่ 45 จาก 139 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะที่อันดับความสามารถทางด้านนวัตกรรม GII ของประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง ปี 2025 ไทยอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 36 ประเทศ และอยู่อันดับที่ 10 จาก 17 ประเทศ ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยข้อมูลจากกิจกรรม Global Innovation Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ “Global Health Tech towards Innovation Nation...เฮลท์เทคไทยมองไกลกว่าสุขภาพ” จัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA มีการนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index; GII) ประจำปี 2568 และก้าวต่อไปของนวัตกรรมไทย 2. แนวโน้มกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกทางด้านเฮลท์เทค (Global Mega Trend in Health Tech) และ 3. โอกาสและความท้าทายของธุรกิจนวัตกรรมทางด้านเฮลท์เทคในระดับโลก (Global Challenge & Opportunity for Health Tech Innovative Business)
สำหรับ GII มีดัชนีชี้วัด 78 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม 5 ปัจจัย ได้แก่ สถาบัน ทุนมนุษย์และการวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบตลาด และระบบธุรกิจ และ 2. ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII 2025) ภายใต้หัวข้อ ‘Innovation at a Crossroads: Charting the Future นวัตกรรมบนจุดเปลี่ยน – การกำหนดทิศทางสู่อนาคต’ ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา จากการชะลอตัวของอัตราการเติบโตของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป
สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของโลกที่กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม และอนาคตของนวัตกรรมจะขึ้นอยู่กับการลงทุนที่ยั่งยืน ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง
โดยผลการจัดอันดับ GII ในปีนี้ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 (36.7 คะแนน) จากประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก 139 ประเทศ ลดลง 4 อันดับจากปีก่อนหน้า โดยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมและปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรมขยับลดลงเช่นเดียวกันอยู่อันดับที่ 46 และอันดับที่ 43 ตามลำดับ โดยประสิทธิภาพของปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลผลิตทางนวัตกรรมได้มีค่าอันดับใกล้เคียงกัน แม้ว่าผลผลิตทางนวัตกรรมได้มากกว่าปัจจัยนำเข้าที่ใส่ลงไปเพื่อพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรม
“สาเหตุที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง เป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม GDP เติบโตต่ำกว่า 1% ทั้งที่เคยคาดการณ์ไว้สูงกว่า และเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะซบเซา รวมถึงสถานการณ์การเมือง ไม่มีความมั่นคง ส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พัฒนาดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยถูกแซงหน้า ซึ่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เคยเป็นจุดแข็งแต่กลับตกต่ำลงอย่างน่าตกใจ อาจเพราะคู่แข่งอย่างจีนและเกาหลีใต้มีการพัฒนาด้านครีเอทีฟและดีไซน์อย่างก้าวกระโดด”

Global Innovation Index 2025
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 จากจำนวน 36 ประเทศ และอยู่อันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยสิงคโปร์ครองอันดับที่ 5 ของโลก มาเลเซียอันดับที่ 34 เวียดนามอันดับที่ 44 ขณะที่ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 50 และตามมาด้วยอินโดนีเซีย อันดับที่ 55
จากการจัดอันดับรวมทั้ง 7 ปัจจัย ประเทศไทยมีอันดับลดลงเกือบทุกปัจจัย ยกเว้นปัจจัยด้านทุนมนุษย์และการวิจัย (Human Capital and Research) อยู่อันดับที่ 53 (เดิมอันดับ 71) โดยปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่อันดับที่ 36 (เดิมอันดับ 47) ขณะที่ปัจจัยที่อันดับลดลงมากที่สุด คือปัจจัยด้านด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อยู่อันดับที่ 59 (เดิมอันดับ 50)
ในตลาดโลก ยังพบว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั่วโลกเมื่อเทียบกับ GDP ชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเติบโตเพียง 2.3% จาก 2.9% ในปีก่อน แต่ภาคเอกชนยังคงเป็นกำลังสำคัญในการเติบโตด้าน R&D อุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ได้แก่ ซอฟต์แวร์/บริการ ICT, เภสัชกรรม/ไบโอเทคโนโลยี, ฮาร์ดแวร์ ICT/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการสุขภาพ ในขณะที่อุตสาหกรรมการก่อสร้าง การผลิต และการท่องเที่ยวและพักผ่อนกำลังลดลง
สิ่งที่น่าสนใจ คือการลงทุน Venture Capital (VC) ในสตาร์ทอัพลดลงอย่างเห็นได้ชัดทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายประเทศ สำหรับประเทศชั้นนำ สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ตามด้วยสวีเดน (อันดับ 2) และสหรัฐอเมริกา (อันดับ 3) และที่โดดเด่นคือเกาหลีใต้ไต่ขึ้นมาที่อันดับ 4 ส่วนสิงคโปร์ตกมาอันดับ 5 และจีนเข้าสู่ Top 10 เป็นครั้งแรก (อันดับ 10)
สำหรับประเทศไทย ยังมีจุดอ่อนที่เห็นจากตัวเลขที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยด้านระบบตลาดอยู่ในอันดับที่ดี สะท้อนความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน การขยายตลาด และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงปัจจัยตัวชี้วัดจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศยังทำคะแนนได้ดีในหลายตัว เช่น สัดส่วนค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่ลงทุนโดยองค์กรธุรกิจต่างๆ ยังคงอยู่อันดับที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนให้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศยังมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง จำนวนของสิทธิบัตรอนุสิทธิบัตรที่ยื่นขอหรือจดทะเบียนอยู่อันดับที่ 5 แสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เน้นการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

Thai Health Tech โอกาสระดับ Mega Trend
ดร.กริชผกา กล่าวเสริมว่า ทางออกของประเทศไทย คือการ “เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส” โดยโฟกัสใน 4 แกนหลัก ตามเทรนด์การเติบโตของโลก ได้แก่ 1.เทคโนโลยี อาทิ AI, IoT, Automation& Blockchain และเทคโนโลยีสีเขียว เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปรับตัวทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการบริหาร 2.สิ่งแวดล้อม อาทิ พลังงานทางเลือก การประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอน 3.ภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ อาทิ การจัดสรรทรัพยากร สถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ ภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว และ 4.สังคมผู้สูงอายุและทักษะแรงงาน โดยแรงงานวัยทำงานที่ลดลงส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ สวัสดิภาพด้านสุขภาพ การพัฒนาสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น
ในส่วนของการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและการปฏิบัตินั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีการนำไปปฏิบัติจริง ส่งเสริมการบูรณาการระหว่างวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาดิจิทัล และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมภายในประเทศ
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มาแรง คือ อุตสาหกรรมเภสัชกรรม ไบโอเทคโนโลยี และบริการสุขภาพ มีตัวเลขการเติบโตด้านการลงทุนการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกสูงขึ้น และถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI และ IoT ที่เข้ามาปฏิวัติการดูแลสุขภาพ การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยทั่วโลกที่สร้างความต้องการในการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล และการเน้นย้ำในเรื่องของการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา
ส่งผลให้เกิดความต้องการในด้าน Health & Wellness และ Medical & Health Tourism กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโตของชั้นกลางและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มากขึ้น ประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่แล้ว จึงมีโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ ซึ่งเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสุขภาพ ได้แก่ การใช้ AI ในการวินิจฉัยโรค การพัฒนายาและการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) เทคโนโลยี Telemedicine ที่เติบโตขึ้นหลังจากการระบาดของ COVID-19 และการใช้ Blockchain ในการจัดการข้อมูลผู้ป่วยอย่างปลอดภัย
รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Health Technology เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอนในระบบสุขภาพ และการใช้พลังงานทดแทนในโรงพยาบาลและสถานพยาบาล

เป้าหมายและความท้าทายของ NIA
จากผลการจัดอันดับ GII 2025 นี้ NIA เชื่อมั่นว่านวัตกรรมไทยยังมีโอกาสในการก้าวต่อไป โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเร่งสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก จากจุดเด่นปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมฝั่งอุปทานที่ต้องต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงไปสู่ฝั่งอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการเติบโตและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็งเพื่อเร่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจของนวัตกรรม
ดร.กริชผกา ย้ำว่า แผนงานของ NIA จะมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจรด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ Groom – Grant – Growth – Global โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การเร่งผลักดันให้เกิด Thailand Innovation Hub เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์กลางนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโต สร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพของไทยผ่านโปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว/ซอฟต์พาวเวอร์/สังคม ตั้งเป้า 100 กิจการต่อปี สร้างการเติบโตทางด้านรายได้ 1,000 ล้านบาท จากธุรกิจนวัตกรรม และเกิดการลงทุนเพิ่มในธุรกิจนวัตกรรม 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เรายังมุ่งยกระดับวิสาหกิจฐานนวัตกรรมให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และต่อยอดการลงทุนสู่ตลาดสากลผ่าน 3 โปรแกรม ได้แก่ Corporate Spark เน้นการจับคู่ธุรกิจกับสตาร์ตอัปนานาชาติที่มีเทคโนโลยี หรือบริการโดดเด่น Global Market Link สร้างโอกาสเชื่อมโยงและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และ Global Investment Link ยกระดับศักยภาพเพื่อโอกาสรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ” ดร.กริชผกา กล่าว
