บนเวที Restech - Restaurant Technology Expo 2025 หนึ่งใน session ที่ได้รับความสนใจ คือหัวข้อ “อวสานชนชั้นกลาง SMEs ต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อถูกเร่งโดยเทคโนโลยี” โดย รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ และ Mission To The Moon ที่หยิบประเด็นใหญ่ของโลกมาเชื่อมโยงกับความอยู่รอดของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในยุคเปลี่ยนผ่าน
รวิศเริ่มต้นด้วยการชวนมองภาพกว้างของโลกว่า ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ ที่ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นในระดับเศรษฐกิจหรือการเมืองโลก แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตคนธรรมดา และธุรกิจทุกขนาด
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่านับตั้งแต่ปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกค่อนข้างสงบสุข อเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ และมีองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN, WTO, IMF ทำหน้าที่กำกับกติกาโลก ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ นั่นทำให้ 80 ปีที่ผ่านมา โลกแทบไม่เจอกับสงครามใหญ่เหมือนในอดีต
บรรณาธิการนิตยสาร Wired เคยบอกว่า ทุกๆ 80 ปี จะมีรอบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็ครบ 80 ปีพอดี และสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือโลกจะไม่เหมือนเดิม กติกาที่ถูกกำหนดใหม่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เช่นเดียวกับตอนจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนำไปสู่ความรุ่งเรือง 25 ปีหลังจากนั้น
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบนี้ จะมีทั้งคนที่หายไปจากระบบ และคนใหม่ๆ ที่ขึ้นมาแทนที่จำนวนมาก และรวิศเชื่อว่าตอนนี้เราอยู่ตรงจุดนั้นพอดี กำลังเห็นมหาอำนาจใหม่ๆ เกิดขึ้น มาท้าทายมหาอำนาจเดิม เรียกได้ว่าช่วงเวลานี้คือหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็ในชีวิตของทุกคนที่อยู่ตอนนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ อย่างน้อย 3 ด้าน
1. เทคโนโลยี AI ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่อทุ่นแรงกายของมนุษย์ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน หรือเครื่องจักร แต่ AI คือครั้งแรกที่เราสร้างสิ่งที่ฉลาดกว่ามนุษย์ในวงกว้าง ทุกวันนี้ เวลาที่ AI ให้คำตอบผิด ทำให้เราไม่แน่ใจแล้วว่าผิดที่มัน หรือเราที่ Prompt ผิด เพราะมันฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด
2. พลังงาน เดิมทีเราพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีวันหมด แต่วันนี้พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ กำลังเปลี่ยนสมการโลก โดยเฉพาะ Solar Cell ที่ราคาถูกลงอย่างมาก จนมีโอกาสทำให้พลังงานในอนาคต ราคาถูกเหมือนอินเทอร์เน็ต และเปลี่ยนวิธีการผลิต ใช้พลังงานไปตลอดกาล
3. ไบโอเทค (Biotech) การถอดรหัสพันธุกรรมที่ครั้งหนึ่งต้องใช้งบมหาศาลระดับพันล้านดอลลาร์ วันนี้ทำได้เพียงหลักร้อยดอลลาร์เท่านั้น สิ่งนี้ทำให้มนุษย์รู้จักแผนที่ชีวิตของตัวเองละเอียดขึ้น การแพทย์เชิงป้องกันและการยืดอายุขัยจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป คำว่า Longevity กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น และอาจกลายเป็นวาระแห่งอนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แม้ภาพเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วมันเชื่อมโยงกับธุรกิจและชีวิตประจำวันของเราอย่างแยกไม่ออก มนุษย์มีความต้องการ มีความเชื่อ และความต้องการเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นธุรกิจเสมอ สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในธุรกิจร้านอาหารหรือค้าปลีกเล็กๆ สิ่งสำคัญคือการขานรับ และปรับตัวให้ทัน

ในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้ จำนวนผู้เล่นที่ออกจากตลาด และเข้าสู่ตลาดจะมากกว่าปกติ ความผันผวนจึงสูงกว่าทุกยุคที่ผ่านมา คำถามคือ เราจะเลือกมองตัวเองเป็น “เหยื่อ” ของการเปลี่ยนแปลง หรือจะมองว่ามันคือ “โอกาส” ที่ทำให้เราลุกขึ้นมาปรับทิศทางธุรกิจ
ทัศนคติจึงเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุด หากยังคิดแบบเดิม ยึดติดกับโลกเก่า ผลลัพธ์ก็คือความเครียดและความกลัว แต่ถ้าเลือกที่จะมองการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นจังหวะใหม่ของประวัติศาสตร์ โลกใบเดิมอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนเดิมเช่นกัน
ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ร้านอาหารมักพึ่งพาทำเลหรือชื่อเสียงในพื้นที่ แต่วันนี้ลูกค้ากลับค้นหาร้านใหม่ๆ ผ่านออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะบน Instagramและ TikTok ที่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการตัดสินใจ
เมื่อผู้คนเห็นคอนเทนต์หรือโฆษณาที่สวยสะดุดตา ความอยากไปลองตามก็เกิดขึ้นทันที ต่อให้ร้านอยู่ไกลออกไปในกรุงเทพฯ ก็ยังมีคนยอมขับรถไป เพราะจุดเริ่มต้นของการเลือกไม่ใช่ทำเลอีกต่อไป แต่คือการมองเห็นคอนเทนต์ก่อนแล้วค่อยตามไปที่ร้านจริง ซึ่งชัดเจนมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z
อีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมการกินก็เปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างการใช้ชีวิต สมัยก่อนคนมักออกไปกินนอกบ้าน แต่ปัจจุบันการสั่งเดลิเวอรี่และการทำอาหารกินเองที่บ้าน โดยมีอุปกรณ์อย่างหม้อทอดไร้น้ำมันเข้ามาช่วย กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะผู้บริโภคต้องการทั้งความสะดวก อร่อย และสุขภาพดีในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้เงินก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่อาจตั้งงบสำหรับการกินไว้วันละ 100 บาท วันนี้หลายคนจำเป็นต้องลดลง แม้แต่เจ้าของธุรกิจที่มีกำลังซื้อก็ยังรู้สึกว่าต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่แม้จะประกาศตัวเลขเพียง 1% แต่ในชีวิตจริงกลับรู้สึกเหมือนเพิ่มขึ้น 10% โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่อาหารราคาจานละ 50 บาทแทบจะหาไม่ได้แล้ว
พร้อมกันนั้น ค่าใช้จ่ายใหม่ๆ อย่าง Subscription รายเดือน ทั้ง Netflix, YouTube Premium หรือแม้แต่เครื่องมือ AI ต่างๆ ก็กินสัดส่วนการใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นปัจจัยภายในที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจมากขึ้นว่าจะเก็บหรือลดค่าใช้จ่ายตรงไหน
อย่างไรก็ตามการกินข้าวนอกบ้านยังคงเป็นหนึ่งในความสุขที่สำคัญที่สุดของผู้คน เพราะมันไม่ใช่เพียงเรื่องอาหาร แต่เกี่ยวพันกับเวลาและประสบการณ์ที่ใช้ร่วมกับคนสำคัญ หลายคนมักนึกถึงโมเมนต์การกินข้าวกับครอบครัวหรือการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ดังนั้น ร้านอาหารที่เข้าใจจุดนี้และสามารถสื่อสารผ่านคอนเทนต์ให้ลูกค้าจินตนาการได้ว่า ถ้าได้มากินกับแฟนหรือครอบครัวจะเป็นอย่างไร จะมีโอกาสเชื่อมโยงกับหัวใจของผู้บริโภคได้ลึกกว่าเพียงแค่เรื่องรสชาติ

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและชั้นกลางที่เป็น SMEs รายเล็กต้องเผชิญแรงกดดัน คำถามสำคัญคือเราจะรับมืออย่างไร?
หนึ่งในคำตอบเริ่มต้นอาจอยู่ที่การกลับมาทบทวนค่าใช้จ่ายของตัวเอง เช่น ได้ทดลองลบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พบว่าตลอดทั้งเดือนแทบไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเพิ่มเลย มีเพียงครั้งเดียวที่ต้องฝากซื้อ แต่ก็มาตระหนักได้ว่าของหลายอย่างที่เคยกดสั่งออนไลน์จริงๆ แล้วไม่ได้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมากนัก
สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังกลับมาใส่ใจการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการจ่ายเงินด้วยการสแกนจ่าย ทำให้ความรู้สึกตอนจ่าย 5,000 บาท ไม่ต่างอะไรจากการจ่ายด้วยแบงก์พันหรือแบงก์ร้อย เงินเหมือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย การจดบันทึกค่าใช้จ่ายจึงสำคัญอย่างยิ่ง จะทำให้เห็นว่ามีรายจ่ายจำนวนมากที่ตัดออกไปได้โดยไม่กระทบความสุขของชีวิตเลย
นอกจากเรื่องค่าใช้จ่าย อีกเทรนด์ที่ชัดเจนคือผู้บริโภคเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่ในอาหารมากขึ้น ซึ่งหนังสือ Ultra Processed People ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้หลายคนตระหนักว่าอาหารแปรรูปกำลังเป็นปัญหาใหญ่ คนรุ่นใหม่หันมาเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบน้อย เพราะยิ่งมีส่วนประกอบมาก ผู้บริโภคยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
พฤติกรรมนี้กำลังกลายเป็นกระแส คนที่ต้องทำงานหนักในแต่ละวันไม่อยากกินอาหารที่เต็มไปด้วยสารปรุงแต่งอีกต่อไป แต่เลือกสิ่งที่ดูดีและง่าย เช่น เมนูที่ชูเรื่องโปรตีนอย่างชัดเจน เพราะปัจจุบันคนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคโปรตีน 1.5–2 เท่าของน้ำหนักตัว หากเมนูในร้านอาหารหรือร้านสะดวกซื้อสามารถบอกปริมาณโปรตีนได้ชัดเจน ก็มีโอกาสดึงดูดลูกค้าได้ทันที
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภควันนี้ฉลาดขึ้น ระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น และให้ความสำคัญกับโภชนาการมากขึ้น หากมองย้อนกลับไปเมื่อก่อน เราอาจอ่านฉลากสินค้าเพียงผ่านๆ แต่ตอนนี้คนกลับใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้จริงจัง
แม้ผู้ประกอบการ SMEs จะเจอแรงกดดันจากเศรษฐกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นโอกาสก็คือการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำคอนเทนต์หวือหวาเกินความถนัด สิ่งที่ลูกค้าอยากเห็นอาจเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน เช่น กระบวนการทำอาหาร หรือเรื่องราวจริงใจของร้าน เพราะในโลกที่ร้านอาหารไม่ได้แข่งกันแค่ในซอยเดียว แต่แข่งกับร้านในรัศมี 5 กิโลเมตรผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ การสื่อสารออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ร้านเล็กๆ ยังมีพื้นที่ยืนอยู่ได้ เวลาผมดูคนทำอาหาร ผมชอบสังเกตว่าเขากำลังทำอะไร ได้เห็นวิธีพูด วิธีเล่าเรื่องในคลิป
ตรงนี้เองทำให้ผมเชื่อว่าปัจจุบัน ร้านอาหารไม่ได้แข่งกันแค่กับร้านอาหารด้วยกัน แต่กำลังแข่งกับคอนเทนต์บน YouTube หรือช่องออนไลน์อื่นๆ เจ้าของร้านต้องหาวิธีเล่าเรื่องที่ถนัด เหมือนกับการมีลูกค้ามานั่งอยู่ตรงหน้าแล้วเล่าให้เขาฟังตรง ๆ เรื่องอะไรก็ได้ที่เป็นตัวเรา
แต่สิ่งที่ยากคือ เจ้าของร้านส่วนใหญ่มักเขิน ไม่กล้าหยิบมือถือขึ้นมาเล่าเรื่อง จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคนี้ เพราะโลกปัจจุบันคือโลกของหน้าจอ ถ้าอยากให้ร้านมีตัวตน คนจดจำ ต้องกล้าเล่า ต้องสื่อสารเอง แม้จะมีบางร้านที่ไม่พูดอะไรเลยก็ยังอยู่ได้ แต่ต้องยอมรับว่ามีแค่ส่วนน้อยมาก
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเรื่อง “พื้นที่” ของการขาย โดยเฉพาะการอยู่บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ หลายคนยังไม่เข้าใจ algorithm ว่าคนไม่ได้เข้ามา search หาชื่อร้าน แต่จะค้นหาตามประเภทอาหาร เช่น “กะเพรา” “ผัดไทย” ร้านที่เข้าใจตรงนี้จึงเปิดหลายๆ ร้านภายใต้ชื่อเมนู เพื่อให้ติด keyword และ search เจอง่ายกว่า
รวิศเล่าว่า เพราะโลกออนไลน์คือสนามที่คนมีเวลาแค่เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจ การทำคอนเทนต์จึงไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกอย่างต้องลอง ต้องทำด้วยตัวเอง ผมเองก็เริ่มจากการทำคลิปที่มีคนดูหลักร้อย แล้วค่อยๆ สะสมจนเริ่มมีคนติดตามมากขึ้น มันเหมือนการฝึกความอดทน หลายคนบอกว่าอย่าเพิ่งคิดเลิกจนกว่าจะทำครบ 100 คลิป เพราะหลังจากนั้นคุณจะเริ่มเห็นสัญญาณว่าคอนเทนต์ที่ทำนั้นเวิร์กหรือไม่
เมื่อทำไปสักพัก สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่คือความเข้าใจว่าคนดูคิดอย่างไร ทำให้เราสื่อสารกับลูกค้าได้ดีขึ้น เข้าใจภาษาการตลาดมากขึ้น และที่สำคัญคือสร้างต้นทุนให้กับธุรกิจของตัวเอง
สิ่งสุดท้ายที่อยากพูดถึง คือ “ความหวัง” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลายากลำบาก อย่างตอนโควิดที่ผ่านมา หลายคนบอกว่าเราต้องมีความหวัง แต่ความหวังเพียงอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีกลยุทธ์ควบคู่ไปด้วย เวลาจะทำอะไร ตัวเลขคือภาษาที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจโลกได้ดีที่สุด แม้บางคนจะไม่ชอบ แต่ถ้าอยากทำธุรกิจให้อยู่รอด ตัวเลขเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ผมเองใช้วิธีง่าย ๆ คือบันทึกทุกอย่างลง Excel เพื่อค่อยๆ ดูว่าโพสต์ไหนทำยอดได้ดี เมนูไหนขายได้มากขึ้น แล้วพอเอาตัวเลขมาวิเคราะห์ เราจะเห็นโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเมนูหนึ่งมีวัตถุดิบราคาแพงแต่ขายไม่ออก ก็ควรหยุดขาย เพราะมันคือรอยรั่วของธุรกิจ หลายครั้งร้านไม่ได้เจ๊งเพราะขายของไม่เป็น แต่เพราะไม่รู้จักดูตัวเลข ไม่รู้ว่าควรเพิ่มหรือลดตรงไหน ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะเขาทำถูกตั้งแต่ต้น แต่เพราะเขา “ปิดรอยรั่ว” ได้เร็วกว่า
แม้บางคนจะบอกว่ามาเปิดร้านอาหารเพราะเกลียดตัวเลข ไม่ชอบบัญชี แต่จริงๆ แล้วนี่คือสิ่งที่หนีไม่ได้เลย เราต้องรู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปตรงไหน ถ้าไม่เข้าใจ ก็เหมือนโอ่งก้นรั่ว เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม
นอกจากนี้ ตัวเลขยังช่วยบอกเราว่า “ของที่อยากขาย” ไม่จำเป็นต้องตรงกับ “ของที่ควรขาย” เสมอไป บางครั้งเมนูที่เจ้าของร้านรัก อาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ และการแยกแยะสองอย่างนี้ออกจากกันคือจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน
จากนั้นก็มาถึงเรื่องกลยุทธ์ ฟังดูเหมือนคำใหญ่ แต่จริงๆ คือการตั้งสมมติฐานแล้วลงมือทดลอง เช่น ลองทำเซ็ตเมนูใหม่หนึ่งเดือน ตั้งใจว่าจะดันยอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากนั้นจึงดูว่าผลเป็นจริงหรือไม่ ถ้าไม่ก็ปรับใหม่ การทำแบบนี้คือการเรียนรู้ทีละขั้น แล้วต่อยอดสู่กลยุทธ์ที่แข็งแรงขึ้น
บางครั้งแค่การจัดวางเมนูก็เป็นกลยุทธ์ได้ เช่น การนำเมนูเครื่องดื่มไปไว้หน้าแรกของเล่ม เมื่อลูกค้าสั่งอาหารหลักเสร็จ มักไม่รู้จะสั่งอะไรต่อ การเห็นเครื่องดื่มน่าทานก็ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นราคา หรืออีกตัวอย่างคือการใช้ภาพอาหารราคาแพงใส่ไว้ในเมนู แม้ลูกค้าอาจไม่ได้สั่งเมนูนั้น แต่ภาพกลับกระตุ้นให้เลือกเมนูอื่น ๆ ที่ราคาสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีงานวิจัยรองรับ

แล้วเราจะสร้างความหวังให้กับตัวเองได้อย่างไร? เพราะในชีวิตจริงคงไม่มีใครอยากพึ่งพาคนอื่นไปตลอด เราจำเป็นต้องพึ่งพาตัวเอง
สำหรับรวิศ ความหวังเป็นสิ่งสำคัญ แต่กว่าจะรักษามันไว้ได้ ต้องเริ่มจากการดูแลตัวเองก่อน ร่างกายคือจุดตั้งต้น เวลาที่เคยทำงานหนักมากจนรู้สึกหมดไฟ วิธีที่ช่วยได้จริงๆ ไม่ใช่การฝืนทำต่อ แต่คือการยอมพักผ่อนให้เต็มที่ นอนเร็ว นอนเยอะ และตัดสินใจหยุดทำงานเมื่อรู้สึกว่าฝืนต่อไปก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม พอได้พักเต็มที่ สมองกลับมาโล่ง คิดชัดขึ้น จากนั้นจึงเริ่มกลับมากินอาหารดีๆ ออกกำลังกาย และขยับร่างกายอยู่เสมอ เพราะมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหว ไม่ใช่นั่งโต๊ะทั้งวัน เมื่อสุขภาพดีขึ้น ความเครียดก็ลดลง จะจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น
“อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการหาความหมาย เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราอยู่ในโลกนี้ไปเพื่ออะไร และกำลังทำสิ่งเหล่านี้ไปทำไม เพราะความหมายคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง หากไม่มีความหวังและความหมาย ทุกอย่างก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ”
รวิศเล่าว่า ตนเองเคยเชื่อว่า ความเครียดเป็นสัญญาณของความตั้งใจ ยิ่งเครียดมากเท่าไรยิ่งดี แต่พออายุมากขึ้นถึงได้เข้าใจว่าไม่ใช่เลย เพราะเมื่อเราเครียด สมองจะมองเห็นทางออกแคบลง ปัญหาจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ควรเป็น นักธุรกิจเก่งๆ ที่ผมเคยเจอหลายคนสอนว่า ถ้าวันไหนรู้สึกว่าเครียดจนเกินไป สิ่งที่ดีที่สุดคือหยุดพัก ไปหาวิธีคลายเครียด อย่าเพิ่มภาระให้ตัวเอง แค่เดินออกไปข้างนอก สูดอากาศ หรือถ้ามีหมาแมวก็ลองนั่งมองหน้าพวกมัน เราจะเห็นเลยว่าชีวิตไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น
สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักรีเซ็ตตัวเองอยู่เสมอ รวิศเองก็คุยกับตัวเองบ่อยๆ เพื่อดึงกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และไม่เผลอควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะความจริงแล้วบนโลกนี้ เราควบคุมเหตุได้เท่านั้น แต่ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ในมือเรา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือทำเหตุให้ดีที่สุด แล้วปล่อยให้ผลออกมาอย่างที่ควรจะเป็น
“แน่นอนที่สุดว่ามันไม่ง่าย เพราะทุกคนต่างเผชิญความยากลำบาก แต่เชื่อว่าถ้าเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง เข้าใจความหมายของสิ่งที่ทำ และรู้จักปล่อยวางผลลัพธ์บ้าง ความหวังก็จะอยู่กับเราได้เสมอ” รวิศทิ้งท้าย