ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังถาโถมและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว วงการโฆษณากำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ท้าทาย
“ความเร็ว” ของ AI หรือ “ความรู้สึกนึกคิด” ของ “ความเป็นมนุษย์” อะไรคือแก่นแท้ที่จะทำให้งานสร้างสรรค์ยังคงทรงพลังและเชื่อมโยงผู้คนได้อย่างแท้จริง?
ปีนี้ Adman Awards & Symposium 2025 เวทีประกวดและงานสัมมนาที่ใหญ่ที่สุดของคนโฆษณาไทยจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันกลับมาโฟกัสที่หัวใจของงานก็คือความเป็นมนุษย์ผ่านธีม "The Future of Advertising is Humanity"
BrandAge มีโอกาสพูดคุยกับ เต้ย - ต่อศักดิ์ ชื่นประภา Co-Founder & Chief Creative, Officer Wolf BKK และ Chairman of Judging Panel : Adman Awards & Symposium 2025 เพื่อเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังธีมงาน ตลอดจนอัปเดตถึงความท้าทายที่คนโฆษณาต้องเผชิญในปัจจุบัน
BrandAge : ช่วยอธิบายธีมงานปีนี้ The Future of Advertising is Humanity
ต่อศักดิ์ : มันมาจากการที่ผมรู้สึกว่า ตอนนี้คนในวงการโฆษณาเกือบทุกคนกำลังเจอปัญหา คือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละวันก็จะมีโน่นมีนี่เข้ามาตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือความเป็นมนุษย์
ความหมายของผมคือความเป็นมนุษย์ที่อยู่ลึกๆ เข้าไปข้างใน ไม่ใช่พฤติกรรมภายนอกที่เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อย แต่เป็นความต้องการลึกๆ จริงๆ ความรู้สึก แรงขับเคลื่อนที่อยู่ข้างในที่มองว่ามนุษย์ทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมด ถ้าเราทำงานและมันลึกมากพอ มันจะสัมผัสกับความเป็นมนุษย์ตรงจุดนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นปีนี้จึงอยากชวนคนโฆษณากลับมาโฟกัสสิ่งนี้ และผมเชื่อว่าโฆษณาที่มันยิ่งใหญ่จริงๆ มันไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ แต่เริ่มจากความเข้าใจมนุษย์ของผู้คน จึงอยากชวนทุกคนกลับมาโฟกัสที่แก่แท้ของสิ่งนี้ นั่นคือ “Humanity”
ผมมองว่างานสร้างสรรค์บางอย่าง มันไม่ใช่แค่ Agency อยากจะทำ แต่หลายๆ อย่างมันโดนกดดันมาจากฝั่งนักการตลาดที่นำ Data มาให้เรา และบอกว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ต่างจากเมื่อก่อนที่งานโฆษณาจะมี Space ที่กว้างกว่านี้
ปัจจุบัน Data และเทคโนโลยีที่เข้ามาเยอะ จึงทำให้มีการ Scope เรื่องไอเดียลงมากๆ จนทำให้พื้นที่ของไอเดียเหลือน้อยมาก และเมื่อทุกคนใช้ Data เดียวกัน งานมันก็จะปั๊มออกมาเหมือนกันหมด เช่น เขียนตำรามาเป็นข้อๆ แบบนี้ ลูกค้าบรีฟมาแบบนี้ใน 5 วินาทีแรกต้องเห็น Logo, ใน 3 วิหลังต้องเห็นนั่นนี่ อะไรประมาณนี้
ซึ่งพอใช้ Pattern ที่ได้มาจาก Data หรือเทคโนโลยีในการบังคับ มันก็เหมือนการบรีฟให้ Agency ทำงานออกมาเหมือนกันหมด ปีนี้จึงอยากชวนให้ทุกคนกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้วสิ่งพวกนั้นมันใช่จริงๆ เหรอ หรือความจริง เราควรข้าม Data และเข้าไปดูถึงความต้องการของมนุษย์จริงๆ ว่าเขาต้องการอะไร

BrandAge : ได้ข่าวว่า Adman ปีนี้มีหมวดรางวัลที่เพิ่มเข้ามา อยากทราบเหตุผล
ต่อศักดิ์ : หมวดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาปีนี้มี 2 หมวด หมวดแรก Non-Branded Entertainment ซึ่งแยกมาจาก Category เดิมคือ Branded Entertainment สาเหตุที่แยกออกมาเนื่องจากมีการเกิดความสับสนขึ้นช่วงคนส่งผลงาน และตอนที่กรรมการตัดสินงาน เพราะคนมักจะงงว่างานนนี้อยู่ในประเภทฟิล์มธรรมดา หรืออยู่ใน Entertainment แต่คนตรวจก็จะมองอีกมุมเช่นว่างานนี้ไม่ใช่ Entertainment แต่มันเป็นงานโฆษณา หรือมีเคสที่มองว่าผลงานบางชิ้นเป็น Entertainment ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับงานโฆษณาเลยทำไมถึงส่งมา Adman ซึ่งเคสประมาณนี้เกิดความสับสน มาหลายปีแล้ว ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่แยกออกมาชัดเจนเลย คือ Non-Branded Entertainment และ Branded Entertainment
โดย Branded Entertainment จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เช่น ทำโฆษณาผ่าน Music Video ที่ปกติเราจะทำเป็นโฆษณา แต่อันนี้อาจจะทำเป็น Music Video เลยคือมีนักร้อง ถ่ายเป็น MV แต่ท้ายที่สุดคือเป็นโฆษณาธนาคาร ลักษณะนี้จะจัดอยู่ในหมวด Branded Entertainment
แต่ทั้งนี้ ด้วยนโยบายของสมาคมโฆษณาที่อยากเปิดพื้นที่ให้กว้างมากกว่าแค่ให้ Agency ส่งผลงานให้ Adman แต่มีการเปิดพื้นที่ให้ใครก็ตามที่มีความ Creativity หรือแม้กระทั่งบริษัท Entertainment เอง สามารถส่งผลงานได้ เช่น ทำ MV เกม Influencer โดยที่ไม่มีแบรนด์มาเกี่ยวข้อง ลักษณะนี้ก็จะอยู่ในหมวด Non-Branded Entertainment เช่น ซีรีส์ที่มีความเป็น Creativity มากพอ หรือ Podcast ต่างๆ เช่น Salmon Podcast ถ้ามีความ Creativity มากพอก็สามารถส่งผลงานได้ โดยไม่ต้องมีแบรนด์ลูกค้า ซึ่ง 2 หมวดนี้จะมีการแยกชัดเจนในปีนี้ และลดการถกเถียงหรือความสับสนลงได้
หมวดที่ 2 ที่เพิ่มเข้ามาคือ Creative Commerce ซึ่งผมมองว่าเป็น Core ของธุรกิจโฆษณาจริงๆ และเป็น Category ที่ช่วยลูกค้าขายของ เราจะดูตั้งแต่ต้นจนจบว่ามี Process มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้จบที่ยอดขายของลูกค้าได้จริงๆ ซึ่ง Category นี้ในต่างประเทศจะมีการแยกหมวดนี้ออกมาสักพักแล้ว
ปีนี้จึงเป็นปีที่เราแยกหมวดนี้ออกมาเพื่อทำให้เท่าทันกับ Global ผมจึงอยากเชิญชวนให้คนส่งผลงานกันเยอะๆ เพราะมันเป็นอะไรที่มีผลกับอุตสาหกรรมเราจริงๆ
BrandAge : เปิดใจในฐานะเป็น Head of Judge ปีนี้
ต่อศักดิ์ : มองว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและกดดันไปพร้อมๆ กัน เพราะ Adman & Symposium Awards ถือเป็นเวทีความคิดสร้างสรรค์และโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และทุกคนในวงการก็มองเห็นว่าเราจะพาไปทางไหน ผมถือเป็นเกียรติและโอกาสสำคัญที่ได้ทำหน้าที่ในปีนี้
สำหรับผม ไม่ได้อยากให้ Adman เป็นแค่งานประกวด แต่อยากให้ทุกคนมาเจอกัน มีความสุข มีความภูมิใจในงานที่ทำ ปีนี้จึงมีการปรับในหลายๆ เรื่อง เช่น การตัดสินผลงาน ให้มีบรรยากาศที่ดีขึ้น มีความโปร่งใสในการตัดสินผลงาน ซึ่งมันจะมี Cost เพิ่มขึ้นมา จากที่ปกติช่วงคณะกรรมการตัดสินจะมีการถกเถียงกัน อาทิ คนนี้ชอบงานนี้ คนนั้นไม่ชอบงานนี้ ชอบเพราะอะไร ไม่ชอบอะไร
จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสไปตัดสินผลงานที่ต่างประเทศ ผมชอบ Mood ในห้องตัดสินมาก เรียกว่า เวทีวันโชว์ที่เขาจะห้ามยิงงาน ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่ามาตัดสินผลงานทำไมถึงห้ามยิงงาน ทำไมเราถึงพูดไม่ได้ว่าเราไม่ชอบงานนี้เพราะอะไร เขาจะให้เราพูดชื่นชมผลงานที่ชอบได้อย่างเดียว เชียร์ หรือ Convince ให้กรรมการคนอื่นมาชอบงานเหมือนเราได้ แต่ถ้าเราไม่ชอบงานไหน เราก็แค่เงียบไว้ และก็กดไม่ให้คะแนน แต่เราไม่มีสิทธิ์ไป Convince กรรมการท่านอื่นให้ไม่ชอบเหมือนเรา พอมาคิดตาม ผมก็เห็นด้วย เพราะมันทำให้บรรยากาศตอนตัดสินผลงานมันดีขึ้นเยอะ เหมือนมาร่วม Celebrate งานดีๆ ร่วมกัน
งาน Adman ปีนี้ เราจึงจะใช้รูปแบบนี้เหมือนกัน นั่นก็คือห้ามยิงงาน จะสามารถพูดชื่นชมงานได้อย่างเดียว นี่คือหนึ่งข้อที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินผลงาน ซึ่งผมมองว่ามันจะช่วยลดเรื่องการเมือง ลดเรื่องบรรยากาศในห้องที่จะเสียไปจากการยิงงานกันและเกิดการถกเถียงกันขึ้น
อีกข้อหนึ่งคือจะมี Session ที่หลังจากตัดสินผลงานเสร็จ Head of Judge กับกรรมการอีก 2-3 ท่านจะออกมาถ่ายคลิปอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้องตัดสิน ทำไมงานถึงได้ งานนั้นถึงไม่ได้ เพราะอะไร ซึ่งทำให้กระบวนการตัดสินดูโปร่งใส แฟร์มากขึ้น ตัดกรณีที่บางปีเมื่อผลตัดสินออกมาและคนมักจะเกิดคำถามว่าทำไมงานนี้ถึงได้ ทำไมงานนั้นถึงไม่ได้ แต่ปีนี้จะมีการอธิบายอย่างชัดเจนในทุกๆ ห้อง จะเป็นคลิปเปิดให้คนเข้าไปดูได้ว่าในแต่ละห้องเกิดอะไรขึ้น

BrandAge : ยุคนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่า แบรนด์และนักโฆษณาต้องปรับตัวอย่างไร
ต่อศักดิ์ : มองว่านอกจากเรื่องเทคโนโลยีที่ทุกคนต้องตาม มีอีกเรื่องที่ชัดเจนมากขึ้น คือหากเราสังเกตจะพบว่าปัจจุบันนี้ไม่สามารถทำงานโฆษณาแบบ Mass ได้อีกแล้ว ต่างจากในอดีตหากเปิดตัวรถยนต์สักรุ่น จะล็อกเวลาโฆษณาบนทีวี ที่เมื่อก่อนมีอยู่ 4-5 ช่องที่เป็นที่นิยม ช่วง 2 ทุ่มโฆษณาจะยิงพร้อมกัน 4 ช่อง ทำให้คนทั้งประเทศเห็นโฆษณาพร้อมกันหมด แต่ตอนนี้ทำแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะ 1. ไม่มีสถานที่ไหนที่คนจะไปรวมตัวกันเยอะๆ แบบนั้นอีกแล้ว คนไม่ค่อยดูทีวีแล้ว ทำให้การโฆษณาสมัยนี้จะเป็น Mass แบบเดิมไม่ได้ ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือเป็น Mass แบบเดิมไม่ได้
ส่วนข้อดีคือเป็นกลุ่มย่อยมากขึ้น ทำให้เราสื่อสารได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะความสนใจของคนทุกวันนี้มันเป็น Fragmented หมดแล้ว ไม่ได้มีกระแสไหนเหมือนเมื่อก่อน เช่น ฮิตกางเกงขากระดิ่ง คนก็ใส่กางเกงขากระดิ่งกันทั้งประเทศ ซึ่งมันจะไม่มีอะไรแบบนั้นอีกแล้วในยุคนี้ เพราะความสนใจของคนมัน Fragmented สนใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ได้มีสิ่งไหนที่กำลังมาหรือตกยุคอีกแล้ว จะคล้ายๆ ประเทศญี่ปุ่นที่มีความสนใจหลากหลาย จะไม่มีกระแสหลัก แต่จะมีกระแสที่กลุ่มคนที่เขาชอบอะไรก็จะชอบอยู่แบบนั้น เช่น เรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งอินมากๆ คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่รู้เรื่องเลย
ทุกวันนี้ Consumer จะเป็นลักษณะนี้คล้ายๆ กับประเทศญี่ปุ่น ที่ทุกวันนี้เขายังมี Tower Record อยู่เป็นประเทศเดียวที่ยังมีขายแผ่น CD อยู่ เพราะเขาพบว่ามีกลุ่มคนที่ยังซื้อ CD อยู่อย่างแข็งขัน ขณะที่หลายๆ ประเทศเลิกฟังแผ่น CD ไปแล้ว ซึ่งประเทศไทยกำลังจะไปสู่จุดๆ นั้นแล้ว เช่น มีกลุ่มคนที่ยังคงฟังแผ่นเสียง มีกลุ่มคนที่สะสมเสื้อบอล กลุ่มคนที่แต่งตัววินเทจ กลุ่มคนที่แต่งตัวสตรีตในเวลาเดียวกันพร้อมๆ กัน
เพราะฉะนั้นในเรื่องโฆษณาก็จะง่ายขึ้นในการไปเจาะกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม หากรู้ว่าเราอยากคุยกับใคร มันก็ชัดว่าเราจะต้องไปตรงไหน คุยกับใคร ต้องทำยังไง แต่มันจะยากหากลูกค้าพูดว่าเราอยากจะคุยกับ Mass เพราะทุกวันนี้ Mass มันคือตรงไหน มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่วงการโฆษณา แบรนด์ และสื่อสารการตลาดต้องปรับตัว จะไม่เห็นการทุ่มเงินลงไปและเป็น Mass เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่จะสื่อสารกับกลุ่มกลุ่มย่อยมากกว่า
BrandAge : คำว่า One Step Ahead ของนักโฆษณา ที่ต้องนำผู้บริโภค 1 ก้าวเสมอ ยังใช้ได้กับคนโฆษณาในปัจจุบันได้ไหม
ต่อศักดิ์ : โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อเรื่อง One Step Ahead ตั้งแต่แรก หากเปรียบเทียบง่ายๆ สมมติมีหมู่บ้านอยู่ และมีภูเขาอยู่ 1 ลูกหลังหมู่บ้าน และมีเทรนด์ว่าชาวบ้านจะปีนขึ้นไปบนเขาลูกนี้กันมากขึ้นแล้ว และเราไปซื้อบิลบอร์ดอยู่บนภูเขา ซึ่งผมรู้สึกว่า เรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเทรนด์ที่ได้ยินมามันจริงหรือเปล่า แต่เราเอาเงินลูกค้าไปซื้อบิลบอร์ดอยู่บนนั้นแล้ว ในทางกลับกันหากเราเอาเงินที่ซื้อบิลบอร์ดไปซื้อป้ายในหมู่บ้าน ผมว่าอันนี้ชัวร์กว่า ผมมองว่าโฆษณาไม่จำเป็นต้อง One Step Ahead แต่ควรเดินไปพร้อมๆ กับ Consumer มากกว่าว่าเขาสนใจเรื่องอะไร และตอนนี้มันมาหรือยัง มองว่ามันไม่ได้มีอะไรที่ช้าเกินไปขนาดนั้น
มีช่วงหนึ่งที่บ้านเราพูดถึงเรื่อง NFT ว่ากำลังจะมา ทำให้ลูกค้าหรือสินค้าบางแบรนด์ลุกมาทำเรื่อง NFT ซึ่งสุดท้ายเราก็เห็นว่าทุกวันนี้ ไทยเราก็ไม่ได้นิยมเรื่อง NFT ขนาดนั้น ผมจึงเชื่อว่าการเดินไปพร้อมๆ กับ Consumer มันดีกว่า
นี่ยังไม่ได้นับรวมถึงปัจจุบันที่ความสนใจของคนไม่ได้เป็นเส้นตรงขนาดที่เราจะสามารถคาดเดาได้ว่าข้างหน้าเขาจะเป็นแบบไหน มันยิ่งยากเพราะความสนใจของคนเป็น Fragmented ไปหมดแล้ว เราไม่รู้ความสนใจในวันข้างหน้าของเขาเลยว่าเป็นอย่างไร ผมมองว่าการที่แบรนด์ปรับตัวไปกับ Consumer เดินไปพร้อมๆ กัน เป็นเพื่อนกับเขาและยืดหยุ่นให้เร็วสิ่งนี้สำคัญกว่า

BrandAge : มองเรื่อง AI กับงานโฆษณาอย่างไร ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบต่อวงการโฆษณามากน้อยแค่ไหน
ต่อศักดิ์ : มองว่า AI เป็นทั้งเครื่องมือและกระจกสะท้อนวงการ ข้อดีคือช่วยให้ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนเร็วขึ้น ทำให้คนโฆษณาเหลือเวลาไปใช้คิดเรื่องกลยุทธ์หรือไอเดียได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ข้อเสียคือหากใช้มันทำงานแทน โดยที่ไม่มี Human Touch งานที่ได้ออกมาก็จะดูไร้ชีวิตชีวา เพราะสุดท้ายแล้ว AI ก็ยังไม่สามารถทดแทนความจริงและความรู้สึกของมนุษย์ได้จริงๆ
จากประสบการณ์ผมเคยได้รับข้อความตอนตี 2 พบว่าเป็นของธนาคารแห่งหนึ่งส่งมาว่าคุณสามารถเปลี่ยนวงเงินบัตรเครดิตเป็นเงินกู้ได้ ซึ่งคาดว่าเขาคงเอาข้อมูลมาจากการเก็บ Data ว่าผมเคยเข้าแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อทำธุรกรรมตอนช่วงประมาณตี 2 เพราะปกติผมเป็นคนนอนดึก แต่ผมมองว่าสิ่งนี้คือการใช้ Data แบบไม่มีความเป็นมนุษย์ ถึงช่วงตี 2 ผมจะยังไม่นอน แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาขายของสำหรับผม ทำให้ผมเกิดความรู้สึกไม่ดีกับธนาคารนี้ ผมมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังไม่ว่าจะใช้ Data AI หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตาม และสุดท้ายแล้ว ก็ต้องมาผ่าน Filter ที่เรียกว่าความเป็นมนุษย์อีกที
BrandAge : ผู้บริโภคสนใจ Content สั้นๆ และมีสมาธิจดจ่อกับ Content แค่ไม่กี่วินาที ในแง่ของคนทำโฆษณามีวิธีดึงคนให้หันมาสนใจในงานโฆษณาอย่างไร
ต่อศักดิ์ : ผมมองว่าคนยุคนี้ไม่ได้มีสมาธิสั้น แต่คนมีสมาธิสั้นลงกับสิ่งที่ไม่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าถ้าสิ่งนั้นน่าสนใจมากพอ คนก็ยังดู เช่น คนที่ชอบดูบอลก็จะดูครบทั้ง 90 นาที ไม่ได้ดูแค่ Highlight แต่ด้วยความที่โลกนี้มี Content ที่มากขึ้น ผู้บริโภคจึงมีสมาธิให้กับสิ่งที่ไม่น่าสนใจสั้นลง เพราะฉะนั้นหากคนโฆษณาทำสิ่งที่น่าสนใจ มากพอ ผมเชื่อว่าก็ยังมีคนดูอยู่
ผมทำหนัง KFC ความยาว 5 นาที ตัวเลขหลังบ้านก็โชว์ให้เห็นว่าคนดูจนจบ เพราะน่าสนใจมากพอคนก็ดู แต่หากไม่น่าสนใจ คนดูแค่ 1-2 นาที เขาก็ไม่ดูแล้ว เพราะมี Content อื่นๆ ให้ดูอีกเยอะ ซึ่งก็จะวกกลับไปที่เรื่อง Humanity หรือความเป็นมนุษย์จริงๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก หาก Content มัน Touch กับคนดูมากพอ ทำงานกับเขา หรือ Relate กับเขา ผมเชื่อว่าคนก็ยังจะอยู่กับเรา
BrandAge : อะไรคือความท้าทายของคนโฆษณาในปัจจุบัน
ต่อศักดิ์ : ความท้าทายหนึ่งคือการบาลานซ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ กับการรักษาความจริงของมนุษย์เอาไว้ เพราะวันนี้ทุกอย่างมันเร่งรีบไปหมด วงการโฆษณาก็ต้องไม่ลืมว่าผลงานที่ดีจริงๆ จะอยู่เหนือกว่าเครื่องมือ และเหนือกว่าความเร็ว แต่มันอยู่ที่ความเข้าใจ และการเชื่อมโยงผู้คนได้ลึกที่สุด
ผมมองว่าทุกคนอาจได้รับบรีฟหรือโจทย์จากลูกค้าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ต้องใช้ Data แบบนั้นแบบนี้ หรือลูกค้ามองว่างานของคนโฆษณาต้องเร็วขึ้น เพราะมี AI ช่วยทำงาน จึงเป็นเหตุผลให้ต้องบาลานซ์ เพราะการใช้แต่เทคโนโลยีก็ไม่ได้หมายความว่างานมันจะดีเสมอไป อาจมีบางขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีได้ และบางขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีไม่ได้อยู่ ผมจึงมองว่าเป็นสิ่งที่คนในวงการต้องบาลานซ์ให้ดีว่าขั้นตอนไหนควรใช้เทคโนโลยี ขั้นตอนไหนไม่ควรใช้ ขั้นตอนไหนเร็วได้ หรือขั้นตอนไหนเร็วไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่เราต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าบางอย่างก็ทำตามลูกค้าต้องการไม่ได้ ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเจอในทุกวันนี้

BrandAge : มองว่าโฆษณาไทยในวันนี้มีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกมากน้อยเพียงใด และเวที Adman จะช่วยยกระดับงานโฆษณาอย่างไร
ต่อศักดิ์ : คนในวงการโฆษณาจะรู้กันว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเวทีโฆษณาโลก คนทั้งโลกชอบโฆษณาไทย แต่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องนี้มาก ผลงานโฆษณาไทยไปได้รางวัลใหญ่ๆ ในเวทีระดับโลกจำนวนมาก ล่าสุดผมไปงานที่ปูซาน เกาหลี คนชอบงานไทยเยอะมาก และงานไทยก็ได้รับรางวัลเยอะมากด้วย มี Creative ต่างชาติหลายท่านเดินมาชื่นชมและบอกว่าชอบงานโฆษณาของไทยมาก เพราะมีรสชาติที่ชัดเจน ที่ Culture Insight มี Local Insight ที่สนุกมาก
เพราะฉะนั้น Adman ไม่ใช่เวทีระดับประเทศ แต่เป็นเวทีที่มีมาตรฐานเท่าเวทีโลก ข้อสังเกตคือผลงานที่คว้ารางวัล Silver จาก Adman ก็มักจะได้รางวัลในระดับเดียวกันบนเวทีคานส์ เพราะฉะนั้นการแข่งขันบนเวที Adman ก็เทียบเท่ามาตรฐานของเวทีโลกเลย และมาตรฐานงานโฆษณาของไทยก็ดีมากๆ
BrandAge : คนรุ่นใหม่ในวงการโฆษณาได้เข้ามาเติมเต็มสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการ หรือองค์กรมีการสนับสนุนคนเจนใหม่อย่างไร
ต่อศักดิ์ : ผมมองว่าก็เหมือนกับทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการคนรุ่นใหม่ แต่ปัญหาที่ผมเจอในหลายๆ ปีที่ผ่านมาก็คือคนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงานโฆษณาน้อยลงมาก เนื่องจากอาจจะมีทางเลือกมากขึ้น และวงการโฆษณาขึ้นชื่อเรื่องต้องทำงานหนัก ต้องทุ่มเท ทำให้คนเข้าสู่วงการน้อยลง แต่ขณะเดียวกันมีข้อดีคือคนที่ตั้งใจเข้ามามักเป็นคนที่เข้าใจวิชาชีพดีอยู่แล้ว และอยากจะทำงานนี้อยู่แล้ว ทำให้ได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น สมัยผมจะเรียนสิ่งที่เรียกว่า Bad Workshop ในอดีตมีคนสมัครเป็นหลักพันคน มายุคหลังๆ เหมือคนสมัครแค่หลักร้อยคน เพราะคนรุ่นใหม่สนใจงานโฆษณาน้อยลง แต่อยากเป็น YouTuber หรือ Influencer มากขึ้น และมีอาชีพใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาซึ่งพวกเขาอาจจะสนใจมากกว่า วงการโฆษณาอาจจะมีตัวเลือกน้อยลง แต่จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น
BrandAge : มองว่าในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า โฆษณาไทยจะไปในทิศทางไหน / และต้องปรับตัวอย่างไร
ต่อศักดิ์ : ผมยังคงย้ำประโยคเดิมที่ว่าทุกวันนี้เราไม่สามารถคาดเดาอะไรเป็นเส้นตรงได้เลย เนื่องจากมีสิ่งที่เข้ามา Disturb ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น Technology ใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปเลย วันหนึ่งพวกเขาอาจจะไม่เล่น Social แล้ว หากมีอะไรเข้ามาแทน เพราะฉะนั้นการทำตัวให้ปรับตัวได้เร็วเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ไม่กล้าคาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นอย่างนั้น ปีนั้นจะเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ยังเดายากเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลำพังแค่สถานการณ์ในประเทศเราก็ตาม สำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องปรับตัวได้ เคลื่อนที่ได้เร็ว
BrandAge : อยากให้ฝากแรงบันดาลใจหรือ Passion ให้กับคนในวงการโฆษณา
ต่อศักดิ์ : ผมมักจะพูดกับน้องๆ ที่ออฟฟิศเสมอว่า งานโฆษณาเป็นงานที่ต้องทุ่มเทให้กับมันเยอะมากจริงๆ หากเราไม่ได้รักงานนี้จริง มันอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ได้ง่ายมาก วงการนี้มีทั้งคนที่เข้ามาและก็ออกไปจำนวนไม่น้อย แต่หากทำงานนี้ไปได้สักพักหนึ่งจนเรารักมันจริงๆ มันจะเป็นงานที่สนุกมากๆ และต้องมี Passion กับมันเยอะๆ และมันจะ Return มาหาเราจริงๆ การที่งานเราออกไปและลูกค้าขายของได้ มีคนมาชมว่าชอบงานเรา มันจะมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นกว่างานอื่นๆ ก็อยากจะให้น้องๆ ในวงการอดทน และตั้งใจทำงานนี้ต่อไป และอย่าลืมที่จะรักมันด้วย
BrandAge : อยากฝากอะไรเพิ่มเติมถงคนในวงการโฆษณา
ต่อศักดิ์ : อยากให้ส่งผลงานเข้ามากันเยอะๆ แต่หากปิดรับแล้วก็อยากให้ซื้อบัตรมาร่วมงาน เพราะงาน ปีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องโฆษณา แต่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คนรักงานโฆษณากันมากขึ้น และกลับมาสนุกกับงานโฆษณาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนงาน Symposium ปีนี้ก็มี Line Up Speaker ที่เก่งๆ และน่าฟังทุกคน อยากจะฝากให้ทุกคนมา Join กันในงานนี้