หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซูซูกิเริ่มทำการส่งมอบรถยนต์ALL NEW SUZUKI FRONX ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ให้กับลูกค้าซูซูกิทั่วประเทศ กลุ่มแรก จากการจองสิทธิ์ล่วงหน้าก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่มีมากถึง 5,364 คัน
โดย ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ตอบรับกระแสการขยายตัวของตลาด HEV ในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวรถสไตล์สปอร์ต SUV รุ่น ALL NEW SUZUKI FRONX เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะถูกนำเข้าจากฐานการผลิตที่อินโดนีเซียมาจำหน่ายในประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์สำคัญของ Global Model ตามแผนงานที่เคยประกาศไว้ เป็นรุ่นที่สร้างความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีในหลายประเทศทั่วโลก เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
ซูซูกิ สร้างความน่าสนใจให้กับ ALL NEW SUZUKI FRONX ด้วยการสร้างตัวเลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้กับลูกค้าในสเตปต่อไปด้วยตัวเลือกเครื่องยนต์ K15C พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG) แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สมรรถนะความแรง ประหยัดน้ำมัน และความปลอดภัย SUZUKI SAFETY SUPPORT

สำหรับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) หรือ “Mild Hybrid” (MHEV) แม้จะเป็นไฮบริดแต่ก็ไม่เหมือนไฮบริดทั่วไป เพราะ Mild Hybrid คือระบบไฮบริดที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กและแบตเตอรี่ขนาดย่อมเป็นตัวช่วยเครื่องยนต์สันดาป แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนล้อด้วยไฟฟ้าล้วนได้ แตกต่างจาก “Full Hybrid” และ“Plug-in Hybrid” ที่ใช้มอเตอร์แบบ ISG (Integrated Starter-Generator) ร่วมกับแบต12V/48V และระบบชาร์จคืนพลังงานจากการเบรก
ข้อดีของ Mild Hybrid คือช่วยออกตัวและเร่งแซงดีขึ้น มีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง และไอเสียดีขึ้น โดยเฉพาะการขับแบบในเมืองที่วิ่งๆ หยุดๆ มีระบบ Start-Stop ที่นุ่มนวลกว่า แบตเตอรี่ 48V มีขนาดเล็กเบากว่า และติดตั้งง่ายกว่า Full Hybrid ส่งผลกระทบต่อพื้นที่บรรทุก หรือห้องโดยสารน้อย จึงเหมาะกับรถซับคอมแพ็คหรือ B-SUV
ALL NEW SUZUKI FRONX เป็นรถนำเข้า (CBU) จากอินโดนีเซีย มี 3 รุ่นย่อย คือรุ่น GL ราคา 689,000 บาท รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท และรุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท และด้วยรูปลักษณ์ของ SUV ดีไซน์สปอร์ตที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ทุกไลฟ์สไตล์ โดยซูซูกิตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 400 คันต่อเดือน และคาดหวังว่า FRONX จะมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันยอดขายโดยรวมในปีนี้ได้ตามเป้าหมายที่ 8,000 คัน เติบโตขึ้นถึง 41%
หากมองในเชิงกลยุทธ์ ALL NEW SUZUKI FRONX ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถยนต์ในกลุ่ม B-SUV แต่มีการวางราคาที่เข้าถึงง่าย และมีความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ที่ให้มาเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันตลาดรถยนต์ไทยที่เป็นไฮบริดในกลุ่ม B-SUV มีอยู่หลากหลายรุ่น อาทิ Honda (HR-V e:HEV), Nissan (Kicks e-POWER), Toyota (Yaris Cross HEV), Mitsubishi (Xforce HEV), GWM (HAVAL JOLION), MG ZS HEV เป็นต้น
โดย Toyota Yaris Cross เป็น Full-Hybrid มีราคา 789,000–899,000 บาท แม้จะมีราคาที่สูงกว่าก็แต่มีภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ส่วน Nissan Kicks e-POWER มีราคาเริ่มต้นที่ 779,900 บาทเป็นไฮบริดที่มีลักษณะเฉพาะตัว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% จึงให้ฟีลเหมือนBEV แต่มีช่วงราคาเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกับตัวท็อปของ FRONX ในฟากของแบรนด์จีนมี MG ZS HEV วางราคาจำหน่ายที่ 599,000–689,000 บาท แม้จะมีช่วงราคาที่ถูกกว่า แต่ FRONX มีภาพรวมที่ดีกว่าทั้งในเรื่องแบรนด์อิมเมจและออปชันที่มากกว่า

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภค ทางบริษัทจึงได้จัดแคมเปญพิเศษก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงวันที่ 25 สิงหาคม - 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ลูกค้าที่จองสิทธิ์จะได้บัตรเติมน้ำมัน 3,000 บาท
“แคมเปญนี้มีผู้ให้ความสนใจและตอบรับการลงทะเบียนจองสิทธิ์สูงถึง 5,364 คัน จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า และให้ความเชื่อมั่นว่าเราสามารถมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ ก้าวแรกที่เป็นเจ้าของรถอย่างแท้จริง”
สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน – 31 ธันวาคม 2568 ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ คือ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99% ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 ปีอีกทั้งยังสร้างความคุ้มค่าตลอดการใช้งาน และลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ด้วยโปรแกรมพิเศษ SUZUKI FRONX Worry Free Maintenance Package ในราคาเริ่มต้น 27,999 บาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทางนานถึง 7 ปี ช่วยวางแผนและลดความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาในระยะยาว
ซูซูกิยังมีศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 47 แห่งทั่วประเทศ และมีบริการ Mobile Service ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ อาทิ การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
“ซูซูกิได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้จำหน่ายทุกรายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน" วัลลภ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซูซูกิประกาศนโยบาย “Technology Strategy 2025” ด้วยแผนการพัฒนาระบบไฮบริดออกสู่ตลาดโลกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Lean ด้วยขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา และพอดีต่อการใช้งาน แม้ว่าจะมีวิสัยทัศน์ในการผลักดัน HEV และ BEV ไปพร้อมกัน แต่โดยแนวทางหลักยังเป็นเรื่องของไฮบริดที่ต่อยอดจากพื้นฐานความเป็น Mild Hybrid (SHVS/48V) ที่ทำตลาดมายาวนาน และพร้อมพัฒนาไปสู่ไฮบริดรุ่นใหม่ในรถระดับแมส
สำหรับตลาดในประเทศไทย ซูซูกิยังมีลุ้นว่า ยอดจองสิทธิ์ล่วงหน้าที่ได้มา 5,364 คัน จะสามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงในจำนวนเท่าไหร่ เพราะMild Hybrid แม้จะมีความน่าสนใจแต่ยังต้องฝ่ากระแสการถูกนำมาเปรียบเทียบกับFull Hybrid ที่กำลังเป็นกระแสหลักในตลาดไฮบริดอย่างแน่นอน
ติดตามดูกันต่อไปว่า ด้วยกลยุทธ์การวางราคาแบบที่เอื้อมถึงได้ บวกสมรรถนะเรื่องความประหยัด ใช้งานง่าย พร้อมแต้มต่อในเรื่องบริการหลังการขาย จะมีแรงดึงดูดมากพอที่จะเปลี่ยนยอดจองเป็นยอดขายได้ตามเป้าหมายหรือไม่