ภายใน 5 ปีข้างหน้า คือปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัล จะมีร้านค้าปลีกทั้งหมดกว่า 753 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ขาย 2,500,000 ตร.ม.ใน 57 จังหวัดทั่วประเทศเวียดนาม จากปัจจุบันที่มีอยู่ 217 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ตร.ม.ใน 37 จังหวัด
ส่วนในยุโรป ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ 24% มาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คือ ลารีนาเซนเต ประเทศอิตาลี อิลลุม เดนมาร์ก และห้างสรรพสินค้าในกลุ่มคาเดเว ในประเทศเยอรมนี
ความน่าสนใจของการรุกตลาดในปีนี้นั้น น่าจะอยู่ที่การทรานส์ฟอร์มองค์กร ไปสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” เพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกลงรายละเอียดในการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการร่วมทุนกว่า 17,500 ล้านบาท กับกลุ่ม JD.com ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ตั้ง เจดี เซ็นทรัล สร้างมาร์เก็ตเพลส แห่งใหม่ในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัล ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้
เป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้ ถูกวางไว้น่าสนใจไม่น้อย เพราะต้องการมีตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ 14% หรือมีตัวเลขยอดขายรวม 397,308 ล้านบาท
การบรรลุเป้าหมายในการเติบโตของยอดขายในปีนี้นั้น กลุ่มเซ็นทรัลยังคงยึด 3 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ
1.มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ – บริการ (Lifestyle & Service Retailing)
2.การขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
3.เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร และการควบรวมกิจการ
ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมาด้วยตัวเลขเฉลี่ยถึง 11% โดยในปีนี้จะมีการใช้เงินลงทุน 47,500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 27.8% จากปี 2560) ซึ่งจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มเซ็นทรัลบรรลุเป้าหมายการทำยอดขายเกือบ 4 แสนล้านบาท พร้อมๆ กับการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่ New Central อย่างเต็มรูปแบบ.....