เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เราจะเห็นแบรนด์ใหญ่ๆ ใช้เซเลบริตี้ตัวท็อปมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์หรือร่วมงานในแคมเปญต่างๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือวิธีการ ‘สร้างการมองเห็น’ ได้อย่างทรงพลังที่สุดในยุคโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับพาวเวอร์เฮาส์อย่าง Hermès ไม่ว่าจะปีไหนๆ เราก็ไม่เคยได้เห็นหน้าคนดังปรากฏตัวบนช่องทางของแบรนด์เลยสักครั้ง
และเพื่อการเน้นย้ำความเป็น Artisan และ Craftsmanship แบรนด์หรูอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Hermès จึงเลือกที่จะร่วมงานกับศิลปินนักวาดแทน โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ทางแบรนด์ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินทั่วโลกไปกว่า 50 คนแล้ว และหากลองเข้าไปดูในหน้าอินสตาแกรมของแบรนด์ ก็ไม่ต่างจากการเข้าไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่ออนไลน์ย่อมๆ สลับกับดูงานแฟชั่นเนี้ยบๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนถึงสุนทรียะที่แบรนด์ต้องการนำเสนอในแบบที่สวนกระแสโลกกันไปเลย
ทำไม Hermès ถึงไม่เคยใช้คนดังเลยสักคนเดียว?
1. Hermès ไม่มีแผนกการตลาด
ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 188 ปี Hermès ยืนหยัดโฟกัสที่คุณภาพของโปรดักต์เป็นสำคัญ เพราะได้พิสูจน์ผ่านกาลเวลามาแล้วว่านี่เป็นจุดยืนสุดพิเศษที่ไม่ใช่ว่าทุกแบรนด์จะทำได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีแผนกการตลาดในการวางแผนว่าแบรนด์จะนำเสนอตัวเองอย่างไรในช่วงเวลาไหน เพราะชัดเจนแล้วว่าการที่ Hermès เป็นอย่างที่เป็นมาตลอดนั้นทรงพลังที่สุด สิ่งที่แบรนด์มีจึงเป็น Communication Team ที่เน้นการทำงานเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินและทำแคมเปญต่างๆ จนได้รับรางวัลโซเชียลมีเดียโพสต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2024 ไปครองนั่นเอง
2. Hermès ไม่เคยต้องการกระแส
การใช้คนดังนั้นจำเป็นต้องมาพร้อมกระแสและแฟนคลับ แต่ Hermès ไม่เคยต้องการกระแสให้ตัวเอง เพราะความเป็นงานฝีมือสุดประณีตต่างหากที่ทำให้โปรดักต์ของแบรนด์ทรงคุณค่าและอยู่ในใจผู้คน อย่างที่เรารู้กันว่าหนึ่งในโปรดักต์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของแบรนด์ก็คือกระเป๋ารุ่น Birkin ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในสายตานักช้อปมาเนิ่นนานอย่างไม่มีใครโค่นลงได้ นั่นก็เป็นเพราะคุณภาพที่ไม่เคยตกหล่นและความประณีตที่สะท้อนออกมาในทุกรายละเอียด และคงแปลกๆ หากต้องหาคนดังสักคนมาเป็นตัวเอกแทนโปรดักต์ทรงคุณค่าเหล่านี้
3. Hermès ไม่เน้นความเร็ว แต่เน้นความคราฟต์
Pierre-Alexis Dumas เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เรามาจากยุคของรถม้า แล้วเราจำเป็นต้องหมกมุ่นกับความเร็วและความพึงพอใจแบบประเดี๋ยวประด๋าวเหรอ? อาจจะไม่” ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แห่ง Hermès กล่าว เขายังเล่าอีกว่ากระเป๋าแต่ละใบใช้เวลาทำค่อนข้างนาน เพราะเป็นงานทำมือล้วนๆ บางรุ่นเช่น Kelly ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำยากที่สุด มีชิ้นส่วนถึง 30 ชิ้น และต้องใช้เวลารวม 20 ชั่วโมงในการเย็บขึ้นมาเป็นตัวกระเป๋า ไม่เพียงเท่านั้น Hermès ก็มีช่างทำกระเป๋าในสังกัดไม่มากนัก โดยทางแบรนด์จะคัดเลือกและฝึกช่างทำกระเป๋าให้เชี่ยวชาญระดับเทพซึ่งจะจ้างงานกันไปยาวๆ จนถึงวัยเกษียณ ดังนั้นการเลือกร่วมงานกับศิลปินที่ทำในสิ่งเดียวกัน จึงเป็นการเน้นย้ำจุดยืนที่ทำให้แบรนด์แข็งแรงเหนือกาลเวลามากกว่าการเลือกใช้เซเล็บที่เป็นที่จดจำด้วยคาแรกเตอร์มากกว่าเนื้องานที่จับต้องได้
ด้วยวิถีที่มั่นคงนี้ ทำให้ Hermès เชิดหน้าชูตาในวงการแฟชั่นได้อย่างงดงาม อีกทั้งยังเติบโตเป็นอย่างดีในแง่ของเม็ดเงิน โดยใน 9 เดือนแรกของปี 2025 แบรนด์ทำรายได้ไปที่ 1.19 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 9.6% ทั้งยังทำกำไรสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกในบรรดาแบรนด์แฟชั่น (อันดับ 1 ได้แก่ Chanel อันดับ 2 ได้แก่ Louis Vuitton และอันดับ 3 คือ Nike) นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่าความสำเร็จของลักชัวรีแบรนด์ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับอิทธิพลของคนดังเสมอไป
อ้างอิง https://www.vanityfair.com/news/2007/09/hermes200709?srsltid=AfmBOopOccZ9Mo4TVIYuxXFiBYxOXX6N_RL5fP_iU4rz7djnz10ZzwuH https://www.businessoffashion.com/articles/luxury/hermes-anti-marketing-marketing/#:~:text=Instead%2C%20it%20employs%20a%20communications%20team%20to,a%20creative%20team%20to%20conceive%20seasonal%20campaigns.
https://www.portugalbusinessesnews.com/post/what-are-the-most-profitable-luxury-fashion-brands-in-the-world-in-2025