Café Amazon เป็นหนึ่งในเชนร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทย พร้อมยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง แม้ธุรกิจกาแฟไทยกำลังเผชิญความท้าทายเรื่องความเพียงพอของผลผลิตและคุณภาพ
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา OR/Café Amazon ได้เข้ามาดำเนินงานร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาการปลูกกาแฟไทย โดยมาพร้อมวิสัยทัศน์ในการทำ "กาแฟที่แฟร์กับคนทั้งโลก" ซึ่งหมายถึงความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำความร่วมมือนี้เริ่มต้นที่บ้านปางขอนในปี 2557-2558 โดยปางขอนถูกเลือกเป็นพื้นที่แรกเพื่อสร้างโมเดลต้นแบบในการขยายผล ต่อมาได้ขยายไปยังบ้านผาลั้ง
พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู ผู้จัดการฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทานเมล็ดกาแฟดิบ OR กล่าวว่า “โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ OR ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพราะเราเชื่อว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรต้องเริ่มต้นจาก ‘ความรู้’ และ ‘มาตรฐาน’ ไม่ใช่แค่การรับซื้อ แต่เพื่อสร้างระบบปลูกกาแฟที่มีคุณภาพและสร้างตลาดที่โปร่งใส ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงจริงๆ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เลือก ‘พัฒนาไปด้วยกัน’ เป้าหมายคือทำให้กาแฟเป็นอาชีพที่มั่นคงในระยะยาวจริงๆ”
OR ไม่ได้เข้ามาในฐานะผู้ซื้อผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เข้ามาในฐานะหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาชุมชนร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านได้โดยตรงและแก้ไขได้ตรงจุด
ย้อนกลับไปช่วงปี 2556-2557 ก่อนที่ Amazon จะเข้ามา ชาวบ้านปางขอนปลูกกาแฟมาเกือบ 30-40 ปี แต่ประสบปัญหาหลักคือ ขาดตลาดที่ยั่งยืน แม้จะมีความพยายามรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน แต่ก็ยังหาตลาดที่แน่นอนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อย่างเช่น
- การขาดความรู้ในการปลูกและการแปรรูปกาแฟที่มีคุณภาพ เกษตรกรเคยขายกาแฟในรูปแบบเชอร์รี่หรือกะลา และเคยคั่วกาแฟด้วยหม้อดิน/กระทะ
- การถูกพ่อค้ากดราคาและจ่ายเงินล่าช้า บางครั้งใช้เวลานานถึง 1 ปี
- บ้านผาหลังมีความลำบากมากยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้จนกระทั่งปีที่แล้ว และการเดินทางเข้าถึงยากมาก
ตอนชิง พัชรมโน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านผาลั้ง เผยว่า
“ตอนเริ่มปลูกกาแฟใหม่ ๆ เรายังกินกาแฟไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่วันนี้ผาลั้งปลูกกาแฟกัน 100% กว่า 200 ครัวเรือน และมีรายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อปีต่อครัวเรือนเฉพาะจากการขายเมล็ดกาแฟ แม้ต้นทุนการดูแลจะสูง แต่ก็คุ้มค่าเพราะมี OR รับซื้อแน่นอนและให้ราคาที่เป็นมาตรฐาน และที่สำคัญการปลูกกาแฟทำให้เราต้องดูแลป่า เพราะถ้าป่าดี กาแฟก็ดี”
ในช่วงแรก Amazon ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงได้ จึงได้มีการทำงานร่วมกับ มูลนิธิผาลั้ง เพื่อช่วยรับซื้อกาแฟผ่านวิสาหกิจชุมชน และกลไกที่ OR ใช้คือ
1. ตลาดที่มั่นคงและราคาที่เป็นธรรม (Fair Price/Fair Trade) OR รับประกันว่าจะรับซื้อผลผลิตในราคาที่ดี เพื่อให้เกษตรกรและผู้แปรรูปอยู่ได้
2. มาตรฐาน Café Made Standard เป็นมาตรฐานที่อ้างอิงจากมาตรฐานสากลและถูกนำมาปรับใช้กับเกษตรกรไทย มาตรฐานนี้ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาในหลายมิติ (เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม)
3. ส่วนบวกเพิ่ม (Premium) หากเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน Café Made พวกเขาจะได้รับส่วนบวกเพิ่มในการรับซื้อผลผลิต
4. การพัฒนาคุณภาพและการจัดการของเสีย มีการให้ความรู้และพัฒนาโรงแปรรูปนอกจากนี้ โมเดลการแปรรูปยังใช้การแปรรูปแบบแยกครัวเรือน (Individual Processing) เพื่อลดผลกระทบด้านปริมาณของเสีย และรักษาคุณภาพกาแฟ
ความร่วมมือเหล่านี้สร้างโมเดลความยั่งยืนที่ครอบคลุมสามมิติหลัก และสะท้อนแนวโน้มในตลาดกาแฟไทยที่เติบโตต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมกาแฟไทยมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และการแข่งขันสูงทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ทำให้คุณภาพและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแยกผู้เล่นในตลาด
ความร่วมมือของ Café Amazon กับเกษตรกรในเชียงรายเป็นตัวอย่างที่สอดคล้องกับเทรนด์นี้ การรับประกันราคาที่เป็นธรรมและมาตรฐานการผลิตช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าทางธุรกิจ ทำให้กาแฟในพื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพสูงในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก โดยโมเดลความร่วมมือนี้ครอบคลุมสามมิติหลัก
- เศรษฐกิจ (Economic) รายได้ที่มั่นคงและเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน. รายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวในปางขอนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อปี เป็นประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อปี (ขั้นต่ำ)การปลูกกาแฟถือเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงกว่าพืชอื่น เช่น ลิ้นจี่
- สังคม (Social) การกลับมาของชนรุ่นใหม่ ลูกหลานเกษตรกรกลับมาสร้างอาชีพในบ้านเกิด. การปลูกกาแฟเป็นเครื่องมือที่ดึงคนกลับสู่พื้นที่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ในบ้านผาหลัง ทั้ง 100% ทำกาแฟเป็นอาชีพหลัก
- สิ่งแวดล้อม (Environmental) การรักษาป่า กาแฟเป็นพืชที่ต้องปลูกใต้ร่มเงา (Shade Grown) ร่วมกับไม้พี่เลี้ยง/ไม้ผล การปลูกกาแฟจึงช่วยรักษาพื้นที่ป่าไว้ ไม่ได้ทำให้ป่ากลายเป็นที่โล่ง ชุมชนได้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมร่มเงา ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งของการขายผลผลิต

และแม้ว่าจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาเรื่องผลผลิตลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่ผันผวน และยังคงมีการนำกาแฟคุณภาพต่ำกว่าเกรดที่ถูกคัดทิ้ง ไปขายในตลาดในนาม "ปางขอน" ในราคาถูก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของกาแฟปางขอนในตลาดท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลผลิตกาแฟของปางขอนและผาหลังส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) ถูกรับซื้อโดย Amazon ทำให้เกิดความยั่งยืนในมุมมองของเกษตรกร เพราะสำหรับชาวบ้าน ความยั่งยืนคือการมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนทั่วไป มีโอกาสทางการศึกษาให้กับลูกหลาน และมั่นใจว่ากาแฟที่ปลูกมีตลาดรองรับจริง ความสำเร็จของความร่วมมือนี้ใช้เวลาร่วม 10 ปี และถูกมองว่าเป็นโมเดลที่เติบโตไปด้วยกันในทุกมิติ
ความร่วมมือระหว่าง Café Amazon กับชุมชนปางขอนและผาลั้ง เปรียบเสมือนการสร้างเสาค้ำและรากฐานให้กับเศรษฐกิจของชุมชน ก่อนที่ OR จะเข้ามา ชุมชนไม่มีตลาดที่แน่นอน ขาดความรู้ และรากฐานที่ไม่มั่นคง ทำให้ชุมชนสามารถยืนหยัดทางเศรษฐกิจและมีรายได้เพิ่มขึ้นขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมรากฐานด้านสิ่งแวดล้อม อย่างการปลูกป่า และสังคม นั่นคือการดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน ทำให้การเติบโตของชุมชนไม่เพียงแต่สูงขึ้น แต่ยังยั่งยืนและแข็งแกร่งในทุกมิติ
พิชาภรณ์ วงศ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร OR กล่าวว่า “ผลลัพธ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่ OR สานต่อโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอาชีพที่มั่นคง ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาปลูกกาแฟ เปิดคาเฟ่ เปิดโฮมสเตย์ และสร้างอนาคตของตัวเองบนผืนดินของบ้านเกิด ซึ่งสะท้อนความหมายของการเติบโตทางธุรกิจที่นำมาซึ่งความยั่งยืนของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”
Café Amazon (OR) และชุมชนผู้ปลูกกาแฟในเชียงรายสะท้อนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เกิดขึ้นจากปลายทางของถ้วยกาแฟ แต่เริ่มตั้งแต่การสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรตัวจริงในต้นน้ำ หลายองค์กรใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งการรับซื้อในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ การไม่ผูกขาดตลาด และการเปิดโอกาสให้พัฒนาไปสู่สินค้าเกรดพิเศษได้จริง

ธีรศักดิ์ วุยยะอากุ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านปางขอน กล่าวว่า “พวกเราปลูกกาแฟมานาน แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำให้ดีได้อย่างไร จน OR โดย Café Amazon เข้ามาให้ความรู้ ตั้งแต่พื้นฐานที่สุดจนถึงการเพิ่มคุณภาพ ทุกวันนี้เราภูมิใจมากที่กาแฟของปางขอนไปอยู่ในแก้วของ Café Amazon ทั่วประเทศ มันไม่ใช่แค่กาแฟ แต่มันคือความตั้งใจของคนทั้งหมู่บ้าน”
การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงการสร้างรากฐานด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน โดยเกษตรกรสามารถยืนหยัดทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาป่าและดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน
อย่างไรก็ตาม ภาคกาแฟไทยยังเผชิญความท้าทายจากธรรมชาติและโครงสร้างตลาด ตั้งแต่ระยะเวลาปลูกที่ใช้เวลากว่า 3 ปี ไปจนถึงผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ต้นทุนโลกพุ่งขึ้นกว่า 40% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ผู้ประกอบการ และชุมชน ไม่ใช่เรื่อง “ทำหรือไม่ทำ” แต่เป็น เงื่อนไขสำคัญของการรักษาความอยู่รอดให้ทั้งระบบ
ท้ายที่สุดแล้วความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกาแฟจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายในห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร โรงแปรรูป ผู้ซื้อ ไปจนถึงผู้บริโภค ร่วมกันสร้างตลาดที่เป็นธรรมและให้คุณค่ากับกาแฟที่มาจากความรับผิดชอบต่อคน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง