ในยุคที่ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอด” ของธุรกิจ เวทีรางวัลระดับประเทศอย่าง 2024 - 2025 Thailand’s Most Admired Company โดยนิตยสาร BrandAge และ BrandAge Online จึงได้ริเริ่มรางวัลพิเศษ “2025 Brand 4 Sustainability Award” ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเฟ้นหาองค์กรที่เป็นตัวจริงในการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
และแบรนด์แรกที่ถูกจารึกชื่อในฐานะผู้คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้คือ “บางจาก คอร์ปอเรชั่น” องค์กรที่ไม่เพียงแต่ตามเทรนด์โลก แต่ได้ทำการ “ปรับวิถี” ครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด "Greenovate to Regenerate" พลิกโฉมจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมพลังงานดั้งเดิม สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสีเขียวที่มุ่งสร้างสมดุลแห่งอนาคต
ESG: เข็มทิศยุทธศาสตร์สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ความโดดเด่นที่ทำให้บางจากยืนหนึ่งในมิติด้านความยั่งยืน คือการหลอมรวมกลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, Governance) เข้าเป็นเนื้อเดียวกับห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปเชื่อมโยงเป็นแนวทางการทำงานตลอดจนแคมเปญต่างๆ
นวัตกรรมเปลี่ยนโลก จากโรงกลั่นสู่เชื้อเพลิงแห่งอนาคต
หัวใจสำคัญของบางจากเริ่มที่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยมีโรงกลั่นระดับโลกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดติดอันดับ Top 1% ของโลก พร้อมชูนโยบายที่น้ำมันทุกหยดต้องมีส่วนผสมของ Biofuel เพื่อลดมลภาวะ แต่ที่สร้างความฮือฮาและเป็นรูปธรรมที่สุดคือการบุกเบิก SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือการแปรรูปน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ซึ่งลดคาร์บอนได้ถึง 80% เป็นการหมุนเวียนทรัพยากร (Circular Economy) ที่สร้างมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้นำการสร้างกลไกตลาดคาร์บอนผ่าน Carbon Markets Club (CMC) คลับรักษ์โลกแห่งแรกของไทย เพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการออกแบบสถานีบริการที่เป็น Green Product ทุกมิติ
การสร้าง “มูลค่าร่วม” เพื่อเศรษฐกิจฐานราก
มิติทางสังคมของบางจากขยับจากการเป็นผู้บริจาค (Philanthropy) สู่การสร้างกลไกที่ยั่งยืนผ่าน “โครงการปั๊มน้ำมันชุมชน” ในรูปแบบสหกรณ์ ช่วยให้คนในพื้นที่เข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมและกระจายรายได้กลับสู่สมาชิกโดยตรง
ขณะที่แบรนด์ “อินทนิล” (Inthanin) ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นช่องทางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ในสถานีบริการให้สินค้า OTOP และชุมชนได้มีพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตไปพร้อมกับองค์กร
ธรรมาภิบาลคือรากฐานของความเชื่อมั่น
เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดคือความโปร่งใส บางจากกำหนดจรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) ที่เข้มงวด ครอบคลุมทั้งกรรมการและพนักงาน เพื่อป้องกันการทุจริตและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านเพื่อกำกับดูแลความเสี่ยง ESG โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวขององค์กรเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและยั่งยืน