ส่วนรูปแบบสุดท้าย จะเป็นยี่ปั๊วผสมร้านโชวห่วย คือขายส่งและขายปลีกแบบร้านโชวห่วยในรูปแบบเดิมๆ
ขณะที่ยังมียี่ปั๊วที่มีรูปแบบการทำธุรกิจที่ฉีกแนวออกไป นั่นคือ การเข้าไปซื้อสินค้าที่หลังร้านของโมเดิร์นเทรด ยี่ปั๊วในรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการทรงอิทธิพลขึ้นมาของไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งบรรดาผู้จัดการสาขาของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะโดนกดดันในการทำงานค่อนข้างสูง เพราะแต่ละรายจะมีการตั้งเป้ายอดขายให้ผู้จัดการสาขา โดยจะมีทั้งเป้ายอดขายที่เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน
ทีนี้เมื่อมีเป้าการขายในบางวัน หรือบางสัปดาห์ ไม่สามารถทำตัวเลขการขายได้ตามเป้า จึงต้องการขายสินค้าหลังร้าน ซึ่งจะมีคนมารับซื้อแบบบิ๊กล็อต ในวงการเรียก “คนกลาง” ตรงนี้ว่า “มือปืน” หรือ “จ็อบเบอร์” พวกนี้ส่วนใหญ่จะมีการซื้อโดยใช้บัตรเครดิตที่แต่ละรายมีวงเงินค่อนข้างสูง
ส่วนการทำกำไรนั้น นอกจากจะได้สินค้าราคาพิเศษแล้ว ยังมีเรื่องของ “ของแถม” ที่สามารถนำไปขายได้อีก ขณะที่การซื้อด้วยบัตรเครดิต จะมีรอบของการชำระเงินที่ยืดออกไปอีก แถมได้ในเรื่องของการสะสมแต้มจากบัตรเครดิตแต่ละราย ทำให้พวกนี้มีกำไรที่พอจะทำให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
บางครั้งมือปืนแต่ละรายจะมีการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก แล้วขนไปขายต่อให้กับยี่ปั๊วในตลาดอีกทอดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าในบางโอกาสจะมีการตัดราคาขาย ให้ต่ำกว่าการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์เจ้าของสินค้า
แน่นอนว่า การขายตัดราคาย่อมไม่ส่งผลดีต่อเจ้าของแบรนด์ ทำให้ในปีที่ผ่านมา สหพัฒนพิบูลที่ขายมาม่าอยู่มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ ซึ่งสหพัฒน์จะรับมือกับเรื่องนี้ผ่านกลยุทธ์ Strategic Partners ที่เป็นการเข้าไปจับมือกับยี่ปั๊วอย่างเข้มแข็งผ่านโครงการคู่ค้าพันธมิตร
กลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะเป็นการเข้าไปจับมือร่วมกับร้านค้าที่เป็นยี่ปั๊วในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยยี่ปั๊วทำตลาดในลักษณะของการวางแผนทางธุรกิจร่วมกัน โดยสหพัฒน์จะเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพของยี่ปั๊วทั้งในเรื่องของการวางแผนการขาย รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการขายสินค้า เพื่อทำให้สามารถบริหารสต๊อกสินค้าได้อย่างถูกต้อง