การเดินทางเข้าสู่ปีที่ 14 ของ BEAUTRIUM บิวตี้มัลติแบรนด์สัญชาติไทย ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและยังมีความผันผวนต่อเนื่อง โดยเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อตอบโจทย์ตลาดความงามที่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคาอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ “ประสบการณ์” และ “ความเร็ว”
ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยลบทางเศรษฐกิจโดยรวมกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภาวะสงคราม หรือเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมค้าปลีก คุณจิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด กล่าวถึงความท้าทายของธุรกิจต้องเผชิญในปีหน้าไว้อย่างน่าสนใจว่า
“สภาพตลาดในปีหน้าอาจจะทำให้เราต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากเรายังไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามา ส่วนใหญ่มีปัจจัยลบมากกว่า คิดว่าปีหน้าเราจะต้องปรับแผนในหลายๆ ส่วนเพื่อต้อนรับปีใหม่ ซึ่งคิดว่าเป็นปีที่ท้าทายอีกหนึ่งปี”
โดย คุณอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด ขยายความในประเด็นนี้ว่า ในยุคที่โลกผันผวน การมีแผน 1-2-3 แบบเดิมอาจไม่ทันการณ์ “พูดตามตรงว่าเตรียมแผนธุรกิจระยะยาวต่อจากนี้ค่อนข้างยาก เราเน้นที่การรับมือให้เร็วมากกว่า เราต้องเรียนรู้และค่อยๆ ปรับฟื้นฟูไปทีละนิด”
กลยุทธ์ "เน้นการรับมือให้เร็ว" จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในยุคที่อาจจะเจอปัจจัยที่ไม่คาดคิดในอนาคต เช่น ภัยธรรมชาติหรือการลดลงของนักท่องเที่ยว BEAUTRIUM จึงเลือกที่จะปรับตัวหาลูกค้าในประเทศทันที ทำให้ผลตอบรับและยอดขายยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ของการทำ Business Resilience ซึ่งธุรกิจยุคใหม่ต้องมี

อีกกลยุทธ์ที่ถือเป็น Game Changer สำคัญของ BEAUTRIUM ในปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า คือการยกระดับหน้าร้านให้เป็นมากกว่าจุดขายแต่กลายเป็น "สื่อ" อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการปรับมาใช้แนวคิด Retail Media Platform ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ โดยเปลี่ยนพื้นที่ในร้านให้เป็น Activation Zone เพื่อสร้าง Engagement ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในเชิงการตลาด แก้ Pain Point ของแบรนด์เครื่องสำอางยุคใหม่ที่การยิงโฆษณาออนไลน์เริ่มมีต้นทุนสูงและ Conversion ต่ำ การพาลูกค้ามาสัมผัสสินค้าจริงในพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ จะช่วยให้แบรนด์สามารถปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแคมเปญของแบรนด์ ABIB ที่ใช้ภาพ "ชาอึนอู" แบรนด์แอมบาสเดอร์ มาสร้างกระแสในร้าน ซึ่งสามารถจุดติดบนโลกโซเชียลได้ทันที ถือเป็นการผสาน O2O (Online to Offline to Online) ที่ไร้รอยต่อ ทำให้ BEAUTRIUM สามารถสร้างรายได้ 2 ทาง คือทั้งจากกำไรจากการขายสินค้า (Retail Margin) และรายได้จากการเป็นพื้นที่สื่อ (Media Value) ให้กับแบรนด์พาร์ตเนอร์
เพื่อรองรับกลยุทธ์ Retail Media และดึงดูดลูกค้าให้อยากออกจากบ้าน BEAUTRIUM ทุ่มงบปรับโฉมสาขา Siam Square Flagship Store ครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “4 ชั้น 4 โซน 4 ประสบการณ์” ซึ่งสะท้อนเทรนด์การตลาดแบบ Experiential Marketing ได้อย่างชัดเจน
ชั้น 1 Global Beauty Zone เน้นความครบครัน และ Exclusive Brands จากทั่วโลก ทั้งเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และยุโรป แบรนด์ใหม่ๆ อย่าง MUZIGAE MANSION หรือ FWEE ถูกนำมาดึงดูด Traffic ของวัยรุ่น
ชั้น 2 Skincare Heaven ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการเวลาในการเลือกซื้อ (High Involvement) โดยออกแบบพื้นที่ให้ลองและเลือกได้เต็มที่
ชั้น 3 Phygital Beauty Experience นี่คือไฮไลท์ของการผสานโลกจริงและโลกเสมือน มี Live Room ให้แบรนด์และครีเอเตอร์มาทำคอนเทนต์สดๆ เปลี่ยนลูกค้าให้เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ (User Generated Content)
ชั้น 4 Creative Mix-Use Space พื้นที่สำหรับสร้าง Community ผ่าน Workshop หรือ Meet & Greet ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็น Community ของบิวตี้เมืองไทย

ในขณะที่หน้าบ้านเน้นความสวยงามและประสบการณ์ หลังบ้านของ BEAUTRIUM ลงทุนขยาย คลังสินค้าใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า การขยายคลังสินค้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่เป็นเรื่องของ Quality Control และ Premiumization ซึ่ง BEAUTRIUM มีการสร้าง Cool Room ที่ควบคุมอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียสตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับสินค้ากลุ่มน้ำหอมและสินค้ากลุ่มพรีเมียม การมี Cool Room ถือเป็น Competitive Advantage ที่สำคัญ เพราะสินค้าความงามมีราคาสูงและเปราะบางต่อสภาพอากาศร้อนของไทย การการันตีคุณภาพสินค้าจะช่วยสร้าง Trust ให้กับผู้บริโภค และดึงดูดแบรนด์ Luxury ให้กล้านำสินค้ามาวางจำหน่ายมากขึ้น รองรับการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและสาขาต่างจังหวัดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
สำหรับทิศทางสินค้าความงามในปีหน้า คุณอติโรจน์มองว่าเทรนด์ที่ชัดเจนคือ Ingredient-focused ผู้บริโภคจะฉลาดเลือกมากขึ้น โดยดูที่ส่วนผสมเป็นหลัก ซึ่งแบรนด์ต้องปรับตัวด้วยการสื่อสารเชิงลึก มากกว่าแค่ขายภาพลักษณ์ รวมถึงปีหน้าจะยังเป็นปีทองของ T-Beauty หรือแบรนด์เครื่องสำอางไทย ที่เริ่มมีความแข็งแกร่งในระดับสากล โดยคุณอติโรจน์เผยว่ายอดขายสินค้ากลุ่มแบรนด์ไทยในปีนี้เติบโตอย่างโดดเด่น ดังนั้น BEAUTRIUM จึงวางตัวเป็นแพลตฟอร์มที่จะผลักดันแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดโลก สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็น Beauty Destination of Asia
เป้าหมายสูงสุดของบิวเทรี่ยมในปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 คือการขยายสาขาให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศไทย พร้อมกับรุกตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง ทั้ง Marketplace, TikTok และ Quick Commerce ผ่าน Grab
“ปีนี้เราเปิดเพิ่ม 32 สาขา ปีหน้าแผนเราคือเปิดเพิ่มในจำนวนใกล้เคียงกันหรือมากกว่า จะปูพรมทั่วประเทศไทยเป้าหมายหลักคือบิวเทรี่ยมจะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่ช่วยยกระดับประเทศไทย ให้เป็น Beauty Destination of Asia เราจะเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างแบรนด์และลูกค้าเพื่อสร้างสรรค์วงการให้ดียิ่งขึ้น” คุณจิรวุฒิ กล่าว

เห็นได้ชัดว่า BEAUTRIUM กำลังเปลี่ยนผ่านจาก "ร้านขายเครื่องสำอาง" สู่ "Tech-Driven Beauty Omni-channel" ที่มีหน้าร้านเป็นหัวหอกในการสร้างประสบการณ์ และมีระบบหลังบ้านที่แม่นยำรวดเร็ว พร้อมสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้า แม้ปี 2569 อาจจะเป็นปีที่ยากลำบากจากปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวม แต่ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการปรับตัวแบบ Agile เชื่อว่า BEAUTRIUM จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำ และเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากแวะมาสำรวจความสวยได้ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้