ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เดลิเวอรีคือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตได้เร็ว เข้าถึงลูกค้าได้กว้าง และขยายสเกลได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนหน้าร้านจำนวนมาก ขณะเดียวกันเดลิเวอรีก็สร้าง “ช่องว่าง” บางอย่างที่มองไม่เห็นจากยอดขาย
สำหรับ Emily’s แบรนด์ที่เติบโตมากับเดลิเวอรีตั้งแต่ช่วงโควิด ช่องว่างนั้นไม่ได้เกี่ยวกับรสชาติหรือคุณภาพสินค้า หากแต่เป็นช่องว่างของ “ความสัมพันธ์” ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า โดยเพ็บ–นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ ภัทร์–ธภรัท เวโรจน์ฤดี มองเห็นเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือข้อจำกัดของออนไลน์ แม้แบรนด์จะสามารถส่งมอบรสชาติและการบริการได้ดี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้ายังคงถูกกั้นด้วยหน้าจอและระยะทาง
เพ็บอธิบายว่า Emily’s เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับบริการมาก แต่พอเราเป็นแพลตฟอร์มเดลิเวอรี มันจะมีช่องว่างบางอย่างกับลูกค้า เราบริการเขาได้ก็จริง แต่เป็นบริการผ่านออนไลน์ เราไม่เคยได้เชิญเขาเข้ามาในพื้นที่ของเราเลย ช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแบรนด์เติบโตเร็วเกินไป หากแต่ค่อย ๆ ชัดขึ้นจากการทำงานร่วมกับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากข้อความฟีดแบ็ก การพูดคุยผ่านแอดมิน และการออกบูธแบบ Pop-up ซึ่งแม้จะได้พบลูกค้าตัวเป็น ๆ แต่ก็ยังเป็นเพียงการพบกันแบบฉาบฉวย

House of Emily จึงเกิดจากความตั้งใจที่อยากเชิญลูกค้าเข้ามาใกล้ขึ้น เพ็บย้ำชัดว่า ร้านแห่งนี้ไม่เคยถูกวางบทบาทให้เป็นเครื่องจักรทำเงินตั้งแต่ต้น เราไม่ได้คิดเลยว่าจะทำร้านนี้เพื่อเป็นธุรกิจร้านอาหาร หรือจะเอามาขยายเป็นเชน เราแค่อยากมีสักที่หนึ่งที่ลูกค้าเข้ามาเจอเราได้จริง ๆ ได้มานั่ง ได้มาทาน ได้รู้สึกว่าแบรนด์นี้มีตัวตน
ทำให้ House of Emily ถูกออกแบบด้วยโจทย์จากคำถามว่า “ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเดินเข้ามา” และ “อะไรคือประสบการณ์ที่เดลิเวอรีให้ไม่ได้” เรียกว่านี่คือการแยกบทบาทของแบรนด์ออกเป็นสองขาอย่างชัดเจน Emily’s ยังคงเป็น Growth Engine หลักในฝั่งเดลิเวอรี ขณะที่ House of Emily ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลอง เป็นหน้าบ้าน และเป็นตัวแทนของตัวตนแบรนด์ในโลกออฟไลน์
ภัทร์อธิบายว่า การตัดสินใจเปิดเพียงหนึ่งสาขา เป็นเพราะความตั้งใจ เรารู้ตัวดีว่าร้านอาหารไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเศรษฐกิจก็ไม่เอื้อ เราเลยไม่ได้คิดว่าถ้าขายดีแล้วจะต้องรีบเปิดสาขาเพิ่ม สิ่งที่เราคิดคือทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน ให้มันเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาเอง

การออกแบบเมนูใน House of Emily เริ่มต้นจากการย้อนกลับไปมอง Core ของแบรนด์ เพ็บอธิบายว่า“เส้นหมี่ไก่ฉีกคือจุดที่ทำให้คนรู้จักเรา แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่อยู่ข้างใต้คือ ‘เส้นหมี่’ ตัวเดียวกัน เราเลยกลับมาถามตัวเองว่า เส้นหมี่รสชาตินี้มันไปกับอะไรได้อีก มันจำเป็นต้องอยู่กับไก่ฉีกอย่างเดียวไหม หรือมันสามารถไปอยู่กับอาหารไทยแบบอื่นได้”
เส้นหมี่จึงถูกนำไปจับคู่กับโปรตีนหลากหลาย ตั้งแต่เนื้อปู วากิว หอยเชลล์ ไปจนถึงการพาเส้นหมี่เข้าไปอยู่ในบริบทของอาหารไทยอย่างแกงเขียวหวาน แกงคั่ว และน้ำพริก ซึ่งหลายเมนูเกิดจากอาหารที่อยู่ในชีวิตจริงของครอบครัวผู้ก่อตั้ง
เมื่ออาหารถูกใช้เป็นภาษาหนึ่งของแบรนด์ สิ่งที่ทำให้ภาษานั้นสมบูรณ์ขึ้น คือสภาพแวดล้อมและรายละเอียดรอบตัว Experience Design ของ House of Emily ทุก Element ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเคอะเขิน และเพิ่มความรู้สึกเป็นกันเอง แม้ร้านจะมีบรรยากาศที่ดูพรีเมียมก็ตาม หนึ่งในดีเทลที่สะท้อนวิธีคิดนี้ชัดที่สุด คือ “กระดิ่ง” บนโต๊ะอาหารที่เป็นวัฒนธรรมในครอบครัวถูกยกมาใช้จริง
“ที่บ้านเพ็บจะมีกระดิ่งไว้เรียกคนเสิร์ฟ เพราะคุณทวดสอนมาตลอดว่าเราไม่ควรตะโกนเรียกใคร กระดิ่งมันเป็นการเรียกที่สุภาพ เราเลยรู้สึกว่าเอาแบบนี้มาใช้ในร้านดีกว่า ลูกค้าจะได้รู้สึกสบายใจ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องเสียงดัง” เพ็บเสริม

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบเล็ก ๆ ตั้งแต่โลโก้ไปจนถึงลวดลายภายในร้าน โลโก้ของ House of Emily ถูกออกแบบให้ต่างจาก Emily’s อย่างชัดเจน หากสังเกตดีๆ จะพบว่าสิงห์ที่เคยอยู่ในท่าก้าวเดิน กลายเป็นสิงห์หมอบในท่าต้อนรับ เพื่อสื่อสารบทบาทของร้านในฐานะ “บ้าน” เป็นพื้นที่ที่แบรนด์สามารถถ่ายทอด DNA ของตัวเองได้ครบถ้วน ทั้งความอบอุ่น ความสุภาพ และความตั้งใจดูแลลูกค้าในแบบที่เดลิเวอรีไม่สามารถทำได้ หรือผนังลายไม้ด้านหลังร้านก็เป็นลายเสือ
ส่วนอีกด้านเป็นบัว ตีความมาจากคำว่า “ปัทม” ที่แปลว่า ดอกบัว ทั้งหมดนี้คือการออกแบบประสบการณ์เพื่อลดระยะห่างระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และทำให้ความพรีเมียมไม่กลายเป็นกำแพงทางความรู้สึก
เมื่อ House of Emily ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่แบรนด์ได้อยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือฟีดแบ็กที่ชัดและตรงกว่าที่เคยได้รับจากโลกออนไลน์ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้เห็นสีหน้า ได้ยินน้ำเสียง และรับรู้ความรู้สึกของลูกค้าแบบเรียลไทม์
เพ็บอธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ House of Emily แตกต่างจากเดลิเวอรี คือการรับฟัง เพราะตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ Emily’s พัฒนามาจากลูกค้าโดยตรง ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ตอนนี้เกิดจากฟีดแบ็กลูกค้าเกือบทั้งหมด พอเรามีร้านจริง ๆ มันยิ่งชัดขึ้น เราเห็นทันทีว่าเขารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราทำ

ฟีดแบ็กเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมารับฟังทั้งหมดแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ถูกนำมาคัดกรองอย่างมีระบบ เพ็บอธิบายเพิ่มว่า ทีมต้องแยกให้ออกระหว่างฟีดแบ็กที่ควรปรับ กับฟีดแบ็กที่เป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคล เพราะฟีดแบ็กมันมีทั้งบวกและลบ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราปรับได้จริง ๆ และอะไรเป็นเรื่องความชอบส่วนตัวที่เราอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ทุกคนได้ เราไม่ได้ปิดหู แต่เราก็ไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่าง
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ คือการปรับราคาในบางเมนู เมื่อทีมสามารถบริหารต้นทุนและเจรจากับซัพพลายเออร์ได้ดีขึ้น การปรับราคาจึงถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลลูกค้า ไม่ใช่แค่การเพิ่มกำไรเพราะสุดท้ายอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ลูกค้ารู้สึกว่ามันคุ้มค่า ทั้งรสชาติและประสบการณ์
ในบริบทเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น House of Emily จึงต้องเผชิญความท้าทายเดียวกับร้านอาหารอื่น ๆ ความต่างคือแบรนด์เลือกตอบโจทย์นั้นด้วยการโฟกัสที่คุณค่าต่อมื้อ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ภัทร์ยอมรับว่า การเปิดร้านในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นบทเรียนสำคัญ เศรษฐกิจแบบนี้ ลูกค้าจะคิดมากขึ้นทุกมื้อ ทุกครั้งที่เขาเดินเข้ามา เราต้องทำให้เขารู้สึกว่ามันคุ้มจริง ๆ นี่คือความท้าทายที่หนักมาก แต่ก็เป็นโจทย์ที่ทำให้เราต้องคิดละเอียดขึ้นกว่าเดิม

House of Emily คือภาพสะท้อนของวิธีคิดนี้อย่างชัดเจนที่ถูกสร้างมาเพื่อย้ำเตือนแบรนด์ว่าจุดเริ่มต้นของ Emily’s คือความตั้งใจดูแลลูกค้าในแบบที่จริงใจ ในขณะที่ฝั่งเดลิเวอรียังคงเดินหน้าสู่การเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ House of Emily ทำหน้าที่เป็นเหมือน “บ้าน” ที่คอยดึงแบรนด์กลับมาเช็กตัวเองว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ยังสอดคล้องกับคุณค่าที่เชื่อหรือไม่
เพ็บทิ้งท้ายไว้ว่าการไม่ลืมว่ามาจากไหนไม่ใช่เรื่องของความถ่อมตน เพราะถ้าวันไหนเรารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว วันนั้นน่ากลัวที่สุด เพราะเราจะหยุดฟังลูกค้า แต่ตราบใดที่เรายังรู้สึกว่าต้องเรียนรู้จากเขาอยู่ เราก็ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้ไกลกว่านั้น