ตลาดแรงงานไทย วันนี้สูตรเดิมในการดึงดูดและรักษาคนเก่งเริ่มใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และบทบาทของ “นายจ้าง” กำลังถูกนิยามใหม่ ในปีที่หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจยาก การแข่งขันสูง และคนเก่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ ผลการสำรวจองค์กรในสายตาคนทำงานปีล่าสุด กลับสะท้อนภาพที่น่าสนใจกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่การจัดอันดับว่าองค์กรไหนได้คะแนนมากขึ้นหรือลดลง แต่คือการบอกทิศทางความคิดของคนทำงานทั้งประเทศอย่างชัดเจน
จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด เผยว่า การขยับขึ้นลงของอันดับ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรหนึ่งดีขึ้นหรือแย่ลง แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนความสนใจของคนทำงานในแต่ละช่วงเวลาว่าปีนี้คนทำงานให้ความสำคัญกับอะไร และอยากทำงานกับองค์กรแบบไหน
ตลอด 8 ปีของการสำรวจ ภาพนี้เปลี่ยนไปตามบริบทเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน ช่วง 1–3 ปีแรก กระแสคริปโตและเทคโนโลยีใหม่พาองค์กรหน้าใหม่เข้ามาอยู่ในความสนใจ สะท้อนความฝันและความหวังของคนทำงานในยุคนั้นว่าอยากทำงานกับสิ่งใหม่ ทันสมัย และมีอนาคต
ปีนี้ก็เช่นกัน ผลสำรวจที่มีผู้ตอบมากกว่า 12,000 คนเรียกว่ามากที่สุดตั้งแต่เคยทำมา เป็นการตอบแบบสมัครใจทั้งหมด และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี สิ่งนี้สะท้อนว่าคนทำงานอยากส่งเสียงมากขึ้น อยากบอกว่าอยากทำงานที่ไหน อยากอยู่กับใคร และให้คุณค่ากับอะไรในชีวิตการทำงาน
หนึ่งในอินไซต์สำคัญคือองค์กรที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรใหญ่อีกต่อไป องค์กรที่ดูแลคน สร้างความมั่นใจในอนาคต และสื่อสารตัวตนออกมาอย่างสม่ำเสมอ สามารถเข้าไปอยู่ในใจคนทำงานได้ไม่แพ้องค์กรขนาดใหญ่ เพราะยุคนี้ทุกองค์กรมีโซเชียลมีเดียอยู่ในมือ ความได้เปรียบด้านงบประมาณค่อย ๆ ลดลง สิ่งที่สำคัญกว่าคือความคล่องตัว ความจริงใจ และความเร็วในการสื่อสาร
องค์กรเล็กสามารถคิดแล้วทำได้ทันที เล่าเรื่องได้ทันกระแส สื่อสารในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ และกลายเป็นแบรนด์นายจ้างที่เข้าร่วมได้โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาล
อีกประเด็นที่น่าสนใจในปีนี้คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของแรงงาน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ Gen Z จะเข้ามาอยู่ในระบบแรงงานครบ 100% ภายใน 4 ปีข้างหน้า ขณะที่จำนวนคนทำงานในแต่ละช่วง 5 ปี ลดลงจากเดิมราว 5 ล้านคน เหลือเพียง 3–4 ล้านคน นั่นหมายถึง “สงครามแย่งคน” จะยิ่งรุนแรง และยืดเยื้อไปจนถึง Gen Alpha และ Gen Beta
Gen Z มีตัวเลือกมากกว่าอดีต ทั้งงานอิสระ งานแพลตฟอร์ม และอาชีพรูปแบบใหม่ พวกเขาไม่ได้ผูกไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และไม่ได้ยึดความจงรักภักดีเป็นเงื่อนไขหลักอีกต่อไป
คำถามของคนรุ่นนี้ไม่ใช่ “ทำไมต้องอยู่ที่นี่นาน ๆ” แต่เป็น “ทำไมยังต้องอยู่ที่นี่ ในเมื่อมีที่อื่นที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า”
ผลสำรวจปีนี้ยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เงินเดือนและสวัสดิการซึ่งเคยอยู่ในอันดับ 1–2 ติดต่อกันหลายปี หลุดลงมาอยู่ลำดับที่ 5 และ 9 เป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ Gen Z ให้ความสำคัญกับชีวิตการทำงานมากขึ้น ทั้งวัฒนธรรมองค์กร การทำงานเป็นทีม ความเป็นมืออาชีพ การบริหารจัดการที่ชัดเจน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าภูมิใจ
Work-life balance กลายเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาไม่ได้กลัวงานหนัก แต่ไม่ยอมทนกับความไม่เคารพ หรือกระบวนการทำงานที่ไร้ระบบ งานหนักพอทนได้ แต่หนักเพราะคนพอเลย นี่คือสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป
องค์กรที่เข้าใจคนรุ่นใหม่จะเห็นบทบาทของกลุ่มรอยต่อระหว่าง Gen Y และ Gen Z ซึ่งถูกเรียกว่าZillenium กลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นกาวใจ ระหว่างคนทำงานรุ่นก่อนและคนรุ่นใหม่ ช่วยเป็นวุ้นแปลภาษา ลดแรงปะทะ และสร้างความเข้าใจในองค์กรได้อย่างดี
เมื่อมองไปข้างหน้า เทรนด์สำคัญที่องค์กรหนีไม่พ้นมี 3 เรื่องใหญ่
1. CEO ต้องสวมบท Chief Employer Branding Officer
วันนี้คนทำงานเชื่อ “คน” มากกว่าโลโก้ ชื่อบริษัทจับต้องไม่ได้ ผู้บริหารจึงต้องออกมาเล่าเรื่องการดูแลทีม การทำงานจริง วัฒนธรรม และวิธีคิด ผ่านช่องทางส่วนตัว ไม่ใช่แค่สื่อองค์กร นี่ไม่ใช่ CEO Branding เพื่อขายสินค้า แต่คือ CEO Branding ในฐานะ “นายจ้าง”
2. KOE (Key Opinion Employee) เมื่อพนักงานคืออินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง
องค์กรที่ติด Top 50 มีอัตราการแนะนำเพื่อนมาทำงานสูงกว่าองค์กรทั่วไปถึง 1.8 เท่า เพราะพนักงานการันตีเอง เรียกว่านี่คือการตลาดที่ทรงพลังที่สุด องค์กรต้องสร้าง KOE หรือพนักงานที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านการทำงาน ถ่ายทอดประสบการณ์จริง
3. AI เกมใหม่ของสงครามคนเก่ง
พฤติกรรมการหาข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่ไม่ได้เสิร์ช Google แล้วไล่อ่านทีละเว็บ แต่ถาม AI ตรง ๆ ว่า “บริษัทไหนน่าทำงาน” ถ้าองค์กรไม่มีข้อมูลเพียงพอ หรือข้อมูลไม่เป็นมิตรกับ AI โอกาสจะหายไปทันที องค์กรต้องเตรียมชุดข้อมูลที่ชัดเจน เป็น bullet point ตอบคำถามตรง และพร้อมให้ AI นำไปแนะนำต่อ
แนะนำว่าในปี 2569 แบรนด์ที่แข็งแรงจะเกิดจากการผสาน 3 พลังเข้าด้วยกัน คือ ผู้นำที่เล่าเรื่องเอง พนักงานที่กล้าบอกเล่าความจริง และข้อมูลที่ AI เข้าใจและพร้อมแนะนำ องค์กรใดที่ทำได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดของตลาดแรงงานไทยยุคใหม่
สรุปสุดท้ายว่าผู้ชนะในสงครามคนรอบนี้ ไม่ใช่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่คือองค์กรที่เข้าใจคนมากที่สุด และกล้าปรับตัวเร็วที่สุด เพราะในวันที่คนมีทางเลือกมากขึ้น คำถามไม่ใช่ว่า “ใครอยากเข้ามา” แต่คือ “องค์กรไหนควรค่าแก่การอยู่ด้วย”