เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 5 ปีของ 10 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย จะเห็นชัดว่าอันดับมีการขยับขึ้น-ลงแทบทุกปี บางบริษัทขึ้นมาแรง บางบริษัทถอยลงไปหนึ่งหรือสองอันดับ และบางชื่อหายไปจาก Top 10 ก่อนจะกลับมาใหม่อีกครั้ง
แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งดีขึ้นหรือแย่ลง แต่สิ่งที่มันสะท้อนจริง ๆ คือ “ความสนใจของคนทำงาน” ว่าในปีนั้น คนกำลังสนใจอะไร อยากทำงานกับใคร
อันดับที่เห็นจึงไม่ใช่เพียงตารางเปรียบเทียบชื่อบริษัท แต่เป็นภาพสะท้อนเทรนด์ความคิดและความคาดหวังของคนทำงานในแต่ละยุค ซึ่งการสำรวจนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และปีนี้นับเป็นปีที่ 8 แล้ว โดย WorkVenture

จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดว่า ในช่วง 1–3 ปีแรกของการจัดอันดับ กระแสเรื่องบิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีมาแรงอย่างมาก ทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีชื่อเข้ามาอยู่ในชาร์ต
“ถามว่าบริษัทเหล่านั้นเจ๋งกว่าบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่ในตลาดมานานหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ แต่มันสะท้อนว่าในเวลานั้น คนทำงานกำลังสนใจอะไร หรืออยากทำงานกับใคร” จีรวัฒน์กล่าว
หากชวนมองย้อนกลับไปในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าความหมายของการสำรวจนี้คือการสะท้อนความคิดของคนทำงานในช่วงเวลานั้นอย่างแท้จริง จนจีรวัฒน์นิยามการจัดอันดับนี้ว่าเป็น “โพลประชานิยมของคนทำงานรุ่นใหม่”
และในปีนี้ จีรวัฒน์อยากให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า “องค์กรที่ดี” ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่เสมอไป องค์กรที่ดี คือองค์กรที่ดูแลคนทำงานได้จริง สามารถสร้างอนาคตและความมั่นใจให้กับคนทำงานได้ พร้อมทั้งต้องสื่อสารคุณค่าเหล่านั้นออกไปให้คนภายนอกรับรู้
เพราะมีไม่น้อยที่หลายบริษัทเป็นองค์กรที่ดีมาก แต่เลือกจะเงียบ เก็บตัว และไม่เล่าเรื่องของตัวเองออกไป ภายในอาจไม่มีปัญหา คนยังหาได้เรื่อย ๆ และอัตราการลาออกต่ำ แต่หากถามว่าการทำแบบนี้ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ “เสียโอกาส” ทั้งโอกาสในการเจอคนเก่ง และโอกาสในการทำให้คนภายนอกรับรู้ว่าองค์กรนี้มีศักยภาพมากแค่ไหน
“ผมเรียกสิ่งนี้ว่าการ ‘ปลูกแบรนด์’ เพราะแบรนด์ไม่ใช่ยา ที่กินวันนี้แล้วเห็นผลพรุ่งนี้ แบรนด์เหมือนวิตามิน ต้องกินไปเรื่อย ๆ ถึงจะเห็นผล ไม่มีอะไรที่กินวันนี้แล้วขาวพรุ่งนี้ทันที เช่นเดียวกัน แบรนด์ต้องใช้เวลา” จีรวัฒน์กล่าว
ปีนี้เป็นปีที่มีผู้เข้าร่วมการสำรวจมากที่สุดตั้งแต่เคยทำมา อยู่ที่กว่า 12,000 คน สิ่งนี้สะท้อนถึงการที่คนอยากแสดงความคิดเห็น อยากออกเสียงว่าอยากทำงานที่ไหน อยากทำงานกับใคร
ขณะเดียวกัน จีรวัฒน์ชี้ว่า “ตัวเลขที่มาก” ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่าคือ องค์กรรู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองดีและน่าทำงานด้วยหรือเปล่า เพราะในยุคปัจจุบัน องค์กรเล็กและองค์กรใหญ่มีช่องทางในการสื่อสารพอ ๆ กัน ทุกองค์กรมีโซเชียลมีเดียอยู่ในมือ อยู่ที่ว่าใครจะขยันเล่า ขยันสื่อสาร และบอกคนทำงานให้รู้ว่าที่นี่ดีอย่างไร
ผลการสำรวจครั้งนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า องค์กรขนาดเล็กก็สามารถอยู่ในใจคนทำงานได้ ผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง โดยไม่เสียเปรียบเหมือนในอดีต หากย้อนกลับไป สมัยก่อนองค์กรใหญ่ได้เปรียบเรื่องงบประมาณ แต่วันนี้ความได้เปรียบอยู่ที่ความคล่องตัว ความคิดสร้างสรรค์ และการคว้าโอกาสให้ทันจังหวะ
นอกจากนี้ อีกพาร์ทหนึ่งคือการสำรวจอินไซต์ ซึ่งปีที่แล้วจะพูดถึงปรากฏการณ์ X Y Z ไปแล้วว่า Baby Boomer เริ่มออกจากระบบตลาดแรงงาน สิ่งเหลืออยู่คือ Gen X, Gen Y และ Gen Z ทำงานพร้อมกันในองค์กร
ปีนี้หลายองค์กรเริ่มตื่นตัวกับการดูแลคนทำงานในแต่ละเจเนอเรชันอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีที่ Gen Z มีจำนวนมากที่สุดในระบบการทำงาน เนื่องจากเป็นกลุ่มสุดท้ายที่กำลังทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน และภายในอีก 4 ปีข้างหน้า Gen Z จะอยู่ในระบบครบ 100%
นั่นหมายความว่า องค์กรมีเวลาเพียง 4 ปี ในการดึงคน Gen Z ที่เหลืออยู่ราว 5 ล้านคนเข้าสู่ระบบการทำงาน ในขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 5 ล้านคนต่อรอบ 5 ปี ลดเหลือ 4 ล้าน และกำลังจะเหลือเพียง 3 ล้านคน
ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การแย่งชิงคนทำงานจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นวิกฤตระยะยาวที่มีแนวโน้มลากยาวไปถึง Gen Alpha และ Gen Beta ในอนาคต